วิกฤติเป็นโอกาส! N.A.P. รับส้มหล่นช่วงโควิด-19 ขยายเครือข่ายธุรกิจฆ่าเชื้อ บุกหลากหลายช่องทาง | ทันข่าว Today
17 พฤศจิกายน 2564
875

วิกฤติเป็นโอกาส! N.A.P. รับส้มหล่นช่วงโควิด-19 ขยายเครือข่ายธุรกิจฆ่าเชื้อ บุกหลากหลายช่องทาง

วิกฤติเป็นโอกาส! N.A.P. รับส้มหล่นช่วงโควิด-19 ขยายเครือข่ายธุรกิจฆ่าเชื้อ บุกหลากหลายช่องทาง
Highlight
  • ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าในปี 2563 ที่ผ่านมาธุรกิจรับทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเมืองไทยมีอยู่ราว 1,500 ราย มีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 34,802.47 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5%

  • กลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีจำนวน 15 ราย คิดเป็นมูลค่าการตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ที่ 19,652,15 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 7.17% เมื่อเทียบกับปี 2562

  • ธุรกิจให้บริการทำความสะอาดขนาดใหญ่ทำกำไรในปี 2563 ได้ดีกว่าขนาดกลางและเล็ก ค่าเฉลี่ยของการทำกำไรอยู่ที่ 14,346,378 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2562 อยู่ที่ 7.03%


ช่วงโควิด-19 ส้มหล่นธุรกิจทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เปิดโอกาสให้ N.A.P. ขยายเครือข่ายธุรกิจออกจาก Comfort Zone สร้างแบรนด์แข็งแกร่ง เปิดตลาดทำความสะอาดฆ่าเชื้อตามบ้าน และให้บริการรักษาความปลอดภัย

ธุรกิจด้านการทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อ นับเป็นธุรกิจบุญหล่นทับในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าในยุค New Normal จากนี้ต่อไปกิจการทำความสะอาดจะไม่ได้มีอยู่แต่เฉพาะลูกค้าที่เป็นองค์กรเท่านั้น แต่ลูกค้าตามบ้านที่ต้องการใช้บริการฆ่าเชื้อโรคจะเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสการเติบโตสูงอย่างมาก "ทันข่าว Today" คอลัมน์ "CEO Talk ได้สัมภาษณ์คุณจรุงพันฑ์  เชนยะวณิช รองกรรมการบริหาร บริษัท  เอ็น.เอ.พี.เซอร์วิสแอนด์เทรดดิ้ง จำกัด (N.A.P. Service & Trading) ถึงมุมมองการเติบโตและขยายธุรกิจใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา

20211117-a-02.jpeg

ประวัติความเป็นมาของบริษัท 

บริษัท เอ็น.เอ.พี.เซอร์วิสแอนด์เทรดดิ้ง จำกัด ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2526 นับเป็นเวลา 38 ปี เริ่มต้นโดยคุณแม่ของคุณ จรุงพันฑ์  เชนยะวณิช กับเพื่อนอีก 2 คน จากบริษัททำความสะอาดเล็ก ๆ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 33 ล้านบาท เป็นการทำความสะอาดให้กับบริษัททั่วไป ต่อมามีประวัติการทำงานที่ดี จึงได้ขยายกลุ่มไปดูแลห้างสรรพสินค้า จนมาในปี 2556 คุณจรุงพันฑ์  เชนยะวณิช เข้ามาช่วยบริหารธุรกิจ และช่วยกันบุกตลาดทำความสะอาดตามห้างสรรพสินค้า จนปัจจุบันนับเป็นผู้ครองอันดับ 1 ในกลุ่มบริษัทรับทำความสะอาดตามห้างสรรพสินค้า ต่อมาเมื่อโควิด-19 ระบาดทางบริษัทก็อบรมพนักงานให้สามารถทำความสะอาดแบบฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ก็ขยายธุรกิจไปในกลุ่มของรักษาความปลอดภัย มีการจัดตั้งทีมพนักงานขายเพื่อบุกตลาดอย่างเป็นจริงเป็นจัง สร้างเฟซบุ๊กเพจของแบรนด์เพื่อเปิดช่องทางขายทางโซเชียล เน้นลูกค้าที่เป็นบ้านบุคคลธรรมดาเพื่อเข้าไปทำความสะอาดทั้งชนิดเข้มข้นเพื่อการฆ่าเชื้อ และรับจ้างทำความสะอาดแบบงานประจำไป-กลับ

20211117-a-01.jpeg

ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา สถานการณ์ของธุรกิจเป็นอย่างไร

ช่วงโควิด-19 นับเป็นโอกาสอันดีที่ส่งเสริมให้บริษัทสามารถขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นในขณะที่ห้างปิดให้บริการ เช่นคอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นต์ หมู่บ้าน และที่สำคัญที่สุดจากประสบการณ์ของบริษัทที่รับทำความสะอาดชนิดฆ่าเชื้อ ทำให้บริษัทสามารถเจาะเข้าไปในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล และ ได้เริ่มมีงานให้เข้าไปทำความสะอาดฆ่าเชื้อในห้องผ่าตัด และห้องคลอด ซึ่งถือเป็นห้องที่ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญมาก ยิ่งส่งเสริมให้บริษัทมีความชำนาญในด้านการบริการทำความสะอาดในสาขานี้มากยิ่งขึ้น

ช่วงโควิด-19 ถือเป็นช่วงที่บริษัทขยายตลาดได้หลายกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เดิมที่ถนัดในกลุ่มองค์กรคือ Business to Business (B to B) และกลุ่ม Business to Consumer (B to C) ซึ่งกลุ่ม B to C เป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยหนุนจากการระบาดของโควิด-19

การทำความสะอาดตามบ้านนั้น รูปแบบการให้บริการแตกต่างจากการทำความสะอาดตามห้างมาก เพราะจะต้องมีการพูดคุยกับลูกค้ามาก ว่าทางลูกค้ามีความต้องการอย่างไร เน้นจุดไหน ซึ่งแต่ละบ้านก็แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน ในขณะที่ตามห้างสรรพสินค้าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ทุกสาขาเป็นกรอบเดียวกันหมด ในขณะที่โรงพยาบาลก็จะมีเรื่องมาตรฐานความสะอาดของโรงพยาบาล ห้องผ่าตัด ซึ่งมีมาตรวัดที่ชัดเจน

20211117-a-03.jpeg

ได้ทราบข่าวว่าช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเปิดบริการใหม่ด้วย 

การเปิดบริการใหม่ด้านรักษาความปลอดภัยถือว่าเป็นการขยายธุรกิจให้ออกจาก Comfort Zone ของกิจการที่ดำเนินธุรกิจด้านการทำความสะอาดมากว่า 38 ปี กิจการนี้ดำเนินการมาแล้ว 2 ปี นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนิติบุคคลที่เป็นกลุ่มคอนโดมิเนียม หมู่บ้าน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นการให้บริการที่ครบเครื่องคือให้บริการทั้งในส่วนของแม่บ้านและรักษาความปลอดภัย ถือว่าเป็นการขยายถูกจังหวะเวลา บริการดังกล่าวเติบโตมากในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ยิ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับบริษัท

ปัจจุบันนี้บริษัทมีลูกค้าประมาณ 2,000 ราย ราคาให้บริการขึ้นอยู่กับงบประมาณของลูกค้า ตัวอย่างเช่นฉีดฆ่าเชื้อ 4,000 บาทต่อ 200 ตารางเมตร พนักงานทำความสะอาดประจำเดือน 17,000 บาท/เดือน ทำสัญญาขั้นต่ำ 1-2 ปี (ไม่รวมค่าน้ำยา)

20211117-a-04.jpeg

ปัญหาอุปสรรคตั้งแต่การก่อตั้งกิจการ การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนโอกาสทางการตลาด

อุปสรรคที่ผ่านมาของการเป็นบริษัททำความสะอาดสัญชาติไทย ในระยะแรกเป็นเรื่องของความเชื่อถือ Branding เมื่อเทียบกับต่างชาติ ลูกค้ามักเชื่อถือต่างชาติมากกว่า เห็นว่ามีประสบการณ์การทำงานขนาดใหญ่มาก่อน บริษัทของคนไทยเป็นบริษัทใหม่ ไม่มีหลักฐานอ้างอิงการทำงานมาก่อนหน้านี้ เวลาไปประมูลงานเจ้าของกิจการต้องไปเองทุกราย แต่เมื่อทำงานมาเป็นเวลากว่า 38 ปีแล้ว ประวัติการทำงานมีมากมาย คนรู้จัก N.A.P. ลูกค้าของเราเป็นห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ กว่า 70% ให้บริการตามอาคารสำนักงานต่าง ๆ ประมาณ 10% คนเดินห้างจะเห็นพนักงานของทาง N.A.P. ให้บริการไปทั่ว ดังนั้นปัญหาเรื่อง Branding ก็หมดไป แต่ก็ต้องรักษามาตรฐานเพื่อให้แบรนด์ N.A.P. มีความเข้มแข็งต่อไป ปัจจุบันนี้บริษัททำความสะอาดรายใหญ่มีทั้งหมด 5-6 ราย N.A.P.ติดอันดับ 1 ใน 3 โดย 2 อันดับแรกเป็นแบรนด์มาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการประมูลทุกครั้งทางเจ้าของผู้บริหารระดับสูงต้องไปเองทั้งหมด

ปัญหาการทำงานในธุรกิจนี้คือเรื่องของแรงงาน บริษัทมีพนักงานกว่า 10,000 คน ทำงานกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทุกคนเป็นตัวแทนของบริษัท พนักงานต้องมีจิตบริการ เช่นทำความสะอาดในห้าง ลูกค้าเข้ามา เขาไม่คิดว่านี่เป็นพนักงานที่ถูกจ้างมา แต่เขาจะเข้าใจว่าพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของห้าง การทำงานไม่ใช่เน้นแค่ความสะอาดของสถานที่เท่านั้น แต่ต้องมีจิตบริการด้วย เฉกเช่นเดียวกันกับการไปทำงานให้ตามบ้าน ทักษะการทำความสะอาด ความซื่อสัตย์และจิตให้บริการต้องมีควบคู่กันทั้งหมด ดังนั้นการรับพนักงานใหม่เข้ามาทำงานจำเป็นต้องอบรมให้รู้เรื่องเกี่ยวกับวิธีการทำความสะอาด การใช้อุปกรณ์ และเวลาปล่อยออกไปทำงานก็ไม่ได้ปล่อยให้ทำอิสระ ช่วงแรก ๆ ต้องทำงานควบคู่ไปกับพนักงานเก่าก่อน จนเชี่ยวชาญแล้ว ถึงค่อยปล่อยให้รับผิดชอบเองได้

20211117-a-05.jpeg

จุดเด่นของการให้บริการ แผนในอนาคต

งานด้านบริการทำความสะอาดและงานบริการด้านรักษาความปลอดภัย หัวใจอยู่ที่การอบรมพนักงานให้มีหัวใจของการให้บริการมากกว่าการทำความสะอาดหรือการรักษาความปลอดภัย แม้แต่ผู้บริหารก็ต้องมี Passion ในการทำงานทุกวันเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับพนักงานทุกคน ช่วงโควิด-19ที่ผ่านมา ทำให้สังคมกลายเป็นยุค New Normal ผู้บริโภคให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของบ้านเรือน สถานที่ต่าง ที่ไปไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า อาคารสถานที่ หรือแม้แต่โรงพยาบาล ต่างก็เรียกร้องเรื่องความสะอาดปลอดเชื้อมากยิ่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ N.A.P. เข้าสู่ตลาดการฆ่าเชื้อถือเป็นจังหวะที่ดี เป็นการสร้างจุดแข็งให้กับกิจการ และสร้างโอกาสตลาดในอนาคตได้เป็นอย่างดี

เป้าหมายต่อไป N.A.P. ยังคงย้ำความเป็นผู้นำทำความสะอาดในห้างสรรพสินค้า ต่อมาก็เป็นกลุ่มของโรงงานที่ต้องตระหนักถึงความปลอดภัย โรงพยาบาลที่ทำได้ดีในช่วงโควิด-19 ก็จะมีการต่อยอดไปยังโรงพยาบาลอื่นอีก โดยเฉพาะห้องที่มีความเข้มข้นด้านการฆ่าเชื้อ เช่น ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด เป็นต้น ด้านอาคารสำนักงานซึ่งเป็นตลาดที่ทำมาก่อนหน้านี้  เมื่อมีการเปิดทำงานตามปกติตลาดพวกนี้ก็จะกลับมา

20211117-a-06.jpeg

สำหรับเป้าหมายใหม่ในกลุ่มของทำความสะอาดจะมุ่งเจาะตลาด B to C มากขึ้น เจาะเข้าไปทำความสะอาด ฆ่าเชื้อตามบ้านบุคคลธรรมดามากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทางบริษัทก็จะเน้นการทำการตลาดผ่านทางโซเชียลเป็นแกนหลัก โดยทำแพ็คเกจเป็นการขายแบบรายเดือน

ส่วนธุรกิจด้านการรักษาความปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทจะเดินหน้าอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป โดยขายเป็นแพ็คเกจร่วมกับลูกค้าทำความสะอาดฐานเก่าที่มีอยู่ ตลอดจนมุ่งเจาะเข้าสู่กลุ่มโรงงาน เป็นต้น

20211117-a-07.jpeg

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าในปี 2563 ที่ผ่านมาธุรกิจรับทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเมืองไทยมีอยู่ราว 1,500 ราย มีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 34,802.47 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% บริษัท เอ็น.เอ.พี.เซอร์วิสแอนด์เทรดดิ้ง จำกัด จัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการที่จัดอยู่เป็นรายใหญ่อยู่ 15 ราย คิดเป็นมูลค่าการตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ที่ 19,652,15 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 7.17% เมื่อเทียบกับปี 2562 ในขณะที่ปี 2562 และปี 2561 ผู้ประกอบการรายใหญ่มีการเติบโตที่ 8.35% และ 8.58% ตามลำดับ โดยธุรกิจขนาดใหญ่มีขีดความสามารถในการทำกำไรในปี 2563 ได้ดีกว่าธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ค่าเฉลี่ยของการทำกำไรสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีค่าเฉลี่ยการทำกำไรอยู่ที่ 14,346,378 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2562 อยู่ที่ 7.03%