สหรัฐเตือนก่อการร้ายในอัฟกานิสถานจะเกิดขึ้นอีกก่อนเส้นตาย ต่างชาติถอนกำลังภายใน 31 สค.นี้ | ทันข่าว Today
28 สิงหาคม 2564
575

สหรัฐเตือนก่อการร้ายในอัฟกานิสถานจะเกิดขึ้นอีกก่อนเส้นตาย ต่างชาติถอนกำลังภายใน 31 สค.นี้

สหรัฐเตือนก่อการร้ายในอัฟกานิสถานจะเกิดขึ้นอีกก่อนเส้นตาย ต่างชาติถอนกำลังภายใน 31 สค.นี้
Highlight :

เหตุระเบิดพลีชีพที่ใกล้สนามบินกรุงคาบูล อัฟกานิสถานเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากกว่า 100 ราย และมีทหารอเมริกันจำนวนหนึ่งเสียชีวิต ซึ่งไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตาลีบันประกาศไว้ว่าจะรักษาความสงบเรียบร้อยหลังยึดอำนาจได้ โดยหลังเกิดเหตุ กลุ่มรัฐอิสลามจังหวัดโคราซัน (Khorasan)หรือ ISIS-K ออกมาประกาศเป็นฝีมือของพวกเขา และกลุ่มนี้มีความขัดแย้งกับตาลีบัน ซึ่งจะทำให้บริหารประเทศยากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจะมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นซ้ำก่อน 31 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นเส้นตายที่ตาลีบันกำหนดให้กองกำลังต่างชาติถอนกำลังออกไปจากอัฟกานิสถาน 


กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เหตุระเบิดสะเทือนขวัญบริเวณนอกสนามบินในกรุงคาบูล ที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 100 คน เมื่อวันพฤหัสบดี เกิดขึ้นจากเหตุระเบิดพลีชีพหนึ่งครั้ง แต่สร้างความสูญเสียมากมาย

เหตุระเบิดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรประกาศเตือนถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มรัฐอิสลามจะโจมตีฝูงชนที่พยายามอพยพออกนอกประเทศ โดยเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา กลุ่มตาลิบันเข้ายึดครองอำนาจในอัฟกานิสถานได้ 

ทั้งนี้ กลุ่มตาลีบันเป็นศัตรูกับสาขาย่อยของกลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถาน หรือเป็นที่รู้จักในนาม “กลุ่มรัฐอิสลามแห่งโคราซาน” หรือ ISIS-K
  
นายเบน วอลเลซ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ชาวอัฟกันราว 60-80 คนถูกสังหารในเหตุระเบิดดังกล่าว โดยกลุ่ม ISIS-K ได้อ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้

นายวอลเลซกล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าภัยคุกคามกำลังจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้าใกล้กำหนดเส้นตายที่เราจะเดินทางออกจากประเทศ” เขากล่าวกับสำนักข่าวสกายนิวส์ “กลุ่มก่อการร้ายเช่น ISIS ต้องการที่จะอ้างสิทธิ์ว่าพวกเขาได้ขับไล่สหรัฐหรือสหราชอาณาจักรออกไป”

นอกจากนี้ นายวอลเลซยังกล่าวโจมตีการบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน สหรัฐฯด้วยว่า “ชาติตะวันตกมักคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะช่วยแก้ปัญหา แต่มันไม่จริงเลย”

ด้านพลเอกเคนเน็ธ แมคเคนซี จูเนียร์ นายพลนาวิกโยธินสหรัฐ กล่าวในการบรรยายสรุปของกระทรวงกลาโหมวานนี้ว่า กลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) มีแนวโน้มที่จะทำการโจมตีต่อไป ก่อนที่การอพยพจะสิ้นสุดลง

กลุ่ม ISIS-K คือใคร ?  กลุ่มที่อ้างก่อการร้ายใกล้สนามบินกรุงคาบูล

สำนักข่าว บีบีซี ระบุว่า กลุ่ม ไอซิส-เค (ISIS-K) หรือชื่อเต็มคือ รัฐอิสลามจังหวัดโคราซัน (Khorasan) เป็นกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวร่วมกับกลุ่มไอซิส เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศอัฟกานิสถานและปากีสถาน และเป็นกลุ่มที่ได้ชื่อว่า สุดโต่งและรุนแรงที่สุดในบรรดากลุ่มติดอาวุธญิฮาดทั้งหมดในอัฟกานิสถาน

ไอซิส-เค ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2558 ในช่วงที่กลุ่มไอซิสครองอำนาจในอิรักและซีเรีย พวกเขาเกณฑ์นักรบติดอาวุธชาวอัฟกานิสถานและปากีสถานเข้ามาเป็นสมาชิก โดยเฉพาะผู้แปรพักตร์จากกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งมองว่า ตาลีบันยังไม่โหดเหี้ยมเพียงพอ

เป้าหมายของกลุ่ม ISIS-K หรือ ไอซีส-เค แตกต่างจากกลุ่มตาลีบันที่ต้องการตีกรอบอัฟกานิสถาน เนื่องจากพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกลุ่มไอซิสทั่วโลก ที่ต้องการโจมตีชาวตะวันตก, หน่วยงานนานาชาติ และเป้าหมายเชิงมนุษยธรรม เมื่อมีโอกาส

กลุ่มไอซิส-เค ถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีป่าเถื่อนมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งการโจมตีที่มีเป้าหมายไปยังโรงเรียนสตรี, โรงพยาบาล หรือแม้แต่สถานผดุงครรภ์แห่งหนึ่ง โดยมีรายงานว่า พวกเขาสังหารหญิงท้องและพยาบาลหลายราย

กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้มีฐานที่มั่นอยู่ในจังหวัดนันการ์ฮาร์ ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ใกล้กับเส้นทางขนส่งยาเสพติดและค้ามนุษย์เข้าและออกจากปากีสถาน ในยุครุ่งเรืองที่สุด พวกเขามีนักรบประมาณ 3,000 คน แต่จำนวนลดลงอย่างมากจากการปะทะกับทั้งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสหรัฐฯ กับอัฟกานิสถาน และต่อสู้กับกลุ่มตาลีบันด้วย

กลุ่มไอซิส-เค มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มตาลีบันอยู่บ้าง ผ่านเครือข่ายฮักกานี ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายแนวร่วมของตาลีบันและอัลเคดาในอัฟกานิสถาน

อย่างไรก็ตาม ดร.ซัจจาน โกเฮล จากมูลนิธิเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมาก ไอซิส-เค กล่าวหาตาลีบันว่าละทิ้งญิฮาดและสนามรบเพื่อไปเจรจาสันติภาพกับชาติตะวันตก ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ ไอซิส-เค กลายเป็นความท้าทายทางความมั่นคงต่อรัฐบาลตาลีบันที่จะกำเนิดขึ้นในอนาคต

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รวบรวมเหตุการณ์โจมตีในอัฟกานิสถานที่เชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม ในรอบปีที่ผ่านมา
 20210828-a-01.jpg
ที่มา : VOA THAI, รอยเตอร์ส, ไทยรัฐ, บีบีซี ไทย