03 มิถุนายน 2565
775

ส.อ.ท. อ้อนรัฐตรึงราคา ดีเซลอีก 3-6 เดือน ลดภาษีนำเข้าบางรายการ ห่วงเงินเฟ้อดึงต้นทุนเพิ่ม

ส.อ.ท. อ้อนรัฐตรึงราคา ดีเซลอีก 3-6 เดือน ลดภาษีนำเข้าบางรายการ ห่วงเงินเฟ้อดึงต้นทุนเพิ่ม
Highlight

สภาอุตสาหกรรมฯ เผยผลสำรวจผู้บริหาร พบภาคเอกชนกังวลภาวะเงินเฟ้อดันราคาวัตถุดิบและพลังงานสูงขึ้น วอนรัฐลดภาษีนำเข้าบางรายการ และราคาตรึงดีเซลอีก 3-6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน คาดหากราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นจะกระทบกำลังซื้อของประชาชน ทำให้กำลังซื้อลดลง และอาจจะทำให้เศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession


สภาอุตสาหกรรมฯ เผยผลสำรวจผู้บริหาร พบภาคเอกชนกังวลภาวะเงินเฟ้อดันราคาวัตถุดิบและพลังงานสูงขึ้น วอนรัฐลดภาษีบางรายการที่จำเป็นและราคาตรึงดีเซลอีก 3-6 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน 

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 17 ในเดือนพฤษภาคม 2565 ภายใต้หัวข้อ ‘เงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร’ พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่มองว่า ราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นตาม

ทั้งนี้ผลกระทบดังกล่าวมาจากแรงหนุนของวิกฤตสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น รวมทั้งปัญหา Supply Chain Disruption เป็นปัจจัยหลักที่เร่งให้ภาวะเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั้งจากราคาวัตถุดิบและพลังงาน รวมทั้งยังกดดันกำลังซื้อภาคครัวเรือนให้ลดลงอีกด้วย 

นายมนตรีคาดว่า ตลอดทั้งปี 2565 อัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่ระดับ 4-5% ดังนั้น จึงเสนอขอให้ภาครัฐเร่งพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs

รวมทั้งปรับลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต เช่น วัตถุดิบอาหารสัตว์ และปุ๋ย และตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการและประชาชน

หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนทวีความรุนแรงมากขึ้น และยุโรปและสหรัฐ รวมทั้งสมาชิกนาโตเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย  อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นอีก จนทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้

จากการสำรวจ CEO Survey จำนวน 200 คน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 17 จำนวน 6 คำถาม ดังนี้

1. ปัจจัยใดเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

อันดับที่ 1: ราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น 86.50%
อันดับที่ 2: ภาวะสงครามจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน 77.00%
อันดับที่ 3: ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากปัญหา Supply Chain Disruption 69.50%
อันดับที่ 4: ความต้องการสินค้าและบริการที่มีมากเกินไปหลังการเปิดประเทศ 13.50%

2. ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ ผลกระทบในเรื่องใดส่งผลต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง

อันดับที่ 1: การแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จนส่งผลต่อภาวะราคาสินค้าแพง 88.50%
อันดับที่ 2: ภาระหนี้สินภาคครัวเรือน และการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการ 64.00%
อันดับที่ 3: กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ลดลง 57.00%
อันดับที่ 4: ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการลงทุน และจำกัดการจ้างงาน 30.50%

3. คาดการณ์เงินเฟ้อตลอดทั้งปี 2565 จะอยู่ในระดับใด

อันดับที่ 1: อัตราเงินเฟ้อ 4-5% 50.00%
อันดับที่ 2: อัตราเงินเฟ้อ 6-8% 43.00%
อันดับที่ 3: อัตราเงินเฟ้อ 1-3% 7.00%

4. ภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวอย่างไร ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

อันดับที่ 1: ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน และบำรุงรักษาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพ 74.50%
อันดับที่ 2: นำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินธุรกิจ 62.00%
อันดับที่ 3: เน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ 54.00%
อันดับที่ 4: หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อเป็นทางเลือก 50.50%

5. ภาครัฐควรมีมาตรการอย่างไรในการเร่งดำเนินการแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

อันดับที่ 1: มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs 59.50%
อันดับที่ 2: ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต 58.50%
อันดับที่ 3: ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือน 58.00%
อันดับที่ 4: ควบคุมและดูแลราคาสินค้าไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาเกินจริง 53.00%

6. ปี 2565 จะมีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หรือไม่

อันดับที่ 1: เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเกิดภาวะถดถอย 76.00%
อันดับที่ 2: เศรษฐกิจโลกยังมีเสถียรภาพและสามารถขยายตัวได้ 24.00%

ติดต่อโฆษณา!