03 สิงหาคม 2564
1,847

เศรษฐกิจไทยอาจจะติดลบ 1% ในปีนี้ หากผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทะลุ 2 หมื่นคนต่อวัน

เศรษฐกิจไทยอาจจะติดลบ 1% ในปีนี้ หากผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทะลุ 2 หมื่นคนต่อวัน
HighLight
ยอดผู้ติดเชื้อ โควิด-19 พุ่ง ต่อเนื่อง เสี่ยงทำเศรษฐกิจไทยถดถอยติดลบในปีนี้ จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ  ด้านตลาดหุ้นยังผวนอย่างต่อเนื่อง แนะลงทุนหุ้นปลอดภัย มีกำไรและจ่ายปันผลได้

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การระบาดในประเทศและการใช้มาตรการล็อกดาวน์ส่อแววยืดเยื้อ  หลังจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ยังพุ่งขึ้นไม่หยุด ล่าสุดทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.8 หมื่นคนต่อวัน
 
สร้างความกังวลมากขึ้นต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยนั้น ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งกรณี  (Base Case) และ Worst Case.
 
ในกรณี Base case หรือจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่แตะระดับสูงสุด ที่  1.5-1.8 หมื่นคนต่อวัน และอยู่ในระดับทรงตัว และเริ่มลดลงในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ส่งผลให้มาตรการล็อกดาวน์น่าจะเริ่มผ่อนคลายได้บางส่วนในเดือนกันยายนเป็นต้นไป 
 
หากเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะไม่เติบโต หรือเติบโต 0% และคาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะทำจุดต่ำสุดที่บริเวณ 1,500-1,510 จุด
 
แต่ในกรณีแย่ หรือ Worst Case คือจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ทะลุหลัก 20,000 คนต่อวัน และมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อกินเวลานานจนถึงเดือนกันยายน
 
มีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ภาวะถดถอยในปีนี้  ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยถดถอย  2 ปีซ้อน ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยจะมีโอกาสสูงที่จะปรับตัวหลุดระดับ 1,500 จุด
 
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากรณีใด  ๆ จะต้องติดตามการเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก พ.ร.ก.กู้เงิน  5 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะช่วยลดทอนผลกระทบในด้านลบต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงได้
 
สำหรับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยใสไตรมาส 2/2564 จากการรวบรวมประมาณการกำไรของตลาดโดยรวม (Bloomberg Consensus)  จำนวน 164 บริษัท (คิดเป็น 82% ของมูลค่าตลาดรวม, ข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม)  คาดว่าบริษัทจดทะเบียนไทยจะมีกำไรสุทธิรวม 2.02 แสนล้านบาท เติบโตก้าวกระโดด 88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่อ่อนตัว  -8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)   
 
การเติบโตก้าวกระโดด YoY นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก  ๆ เช่น พลังงาน, ธนาคาร,, ปืโตรเคมี และ กลุ่มสื่อสาร จากฐานกำไรที่ต่ำปีที่แล้วจาเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบเพื่อควบคุมการระบาดรอบแรก และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
 
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดมีกำไรเติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ คือ อาหาร และ เกษตร ซึ่งได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ขยายตัวดี จากการเปิดเศรษฐกิจในต่างประเทศ  และราคายางปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งกลุ่มโรงพยาบาล ที่ได้ประโยชน์จากการระบาดทั้งการตรวจหาเชื้อและจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้น  
 
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และกลุ่มที่ได้ผลกระทบจากการใช้มาตรการควบคุมการระบาดรอบ  3 เช่น สื่อ, ขนส่ง และ ท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ยังมีผลการดำเนินงานที่ไม่ดีอยู่
 
ภายหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส  2 บล.ทิสโก้คาดว่าจะเห็นการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนรอบใหม่  เพราะนอกจากจะสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากการประกาศล็อกดาวน์
 
นายอภิชาติกล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยการเมืองในช่วง  2 เดือนข้างหน้เข้มข้นขึ้น แต่ บล.ทิสโก้มองว่ายังไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ โดยเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะช่วยกันประคับประคองให้ภารกิจสำคัญสำเร็จลุล่วงก่อน  
 
เช่น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ  ซึ่งในประเด็นหลังอาจต้องใช้เวลาจนถึงต้นปีหน้าเป็นอย่างน้อย  เพราะนอกจากจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบการเลือกตั้งแล้ว  จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วย
 
โดยสรุป บล.ทิสโก้มองว่าดัชนีหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมยังมีแนวโน้มแกว่งตัวและผันผวนตามสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19
 
กลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้ จะเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรจะออกดี มีปันผลจ่ายระหว่างกาล  แนวรับสำคัญของดัชนีหุ้นไทยในเดือนนี้อยู่ที่ 1,500-1,510 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,480 จุด ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,560 -1580 จุด

#รู้ไว้ไม่ตกเทรนด์คลิกอ่านทันข่าว
ติดต่อโฆษณา!