16 พฤศจิกายน 2566
631

10 หุ้นเด่น เป้าหมาย Thailand ESG Fund

10 หุ้นเด่น เป้าหมาย Thailand ESG Fund



ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เห็นชอบตามข้อเสนอของสภาตลาดทุนไทย (Fetco) ในการจัดตั้งกองทุนระยะยาวที่ชื่อว่า  Thailand ESG Fund (TESG) โดยเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ที่มีการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG 

โดยกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนที่ซื้อกองทุนดังกล่าวสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อกองทุนไปลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท โดยใช้ระยะเวลาในการลงทุน 8 ปีเต็ม 

คาดว่ากองทุน TESG จะเริ่มเปิดให้ลงทุนได้ในเดือนธันวาคม 2023 เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาลงทุนได้รับการลดหย่อนภาษีในเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศผลหุ้นยั่งยืนประจำปี 2023 SET ESG Ratings จำนวน 193 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 72% เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทั้งหมดของ SET และ MAI (ณ 1 พ.ย.23)

ฝ่ายวิจัย บล.ดาโอ มองเป็นบวกต่อ SET Index หากกองทุน TESG ได้รับการอนุมัติเริ่มใช้ในเดือน ธ.ค.23 จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท และจะช่วยหนุนให้หุ้นที่อยู่ในรายชื่อ SET ESG Ratings จะ outperform SET ได้ 

ฝ่ายวิจัยได้เลือกหุ้นที่น่าสนใจ 10 บริษัท ที่ได้รับการจัดอันดับใน SET ESG Ratings ซึ่งเป็นหุ้นเด่นของ DAOL มีผลการดำเนินงานที่ดีใน Q4/66E และปี 2567E รวมถึงราคาหุ้นยัง laggard มากสุด YTD เรียงตามลำดับ ดังนี้

1. IVL (ซื้อ/เป้า 29.00 บาท) คาดกำไร Q4/66E ฟื้นตัวจากการลดอัตราการใช้กำลังการผลิตของบริษัทผลิต PET ในจีนใน Q4/66E และคาดว่าปริมาณขายน่าจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2567E จากการลดระดับสินค้าคงคลังที่ลดน้อยลง YoY

2. SJWD (ซื้อ/เป้า 16.50 บาท) กำไรจะกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นใน Q4/66E และปี 25663E จากค่าใช้จ่ายในการควบรวมกิจการที่ลดลง และธุรกิจหลัก ได้แก่ ห้องเย็น และยานยนต์ จะยังเติบโตดีต่อเนื่อง

3. BGRIM (ซื้อ/เป้า 35.00 บาท) ผลประกอบการระยะยาวกลับมาฟื้นตัวได้โดยประเมินแรงกดดันจากการแทรกแซงค่าไฟฟ้าของภาครัฐผ่อนคลายลง และยังได้โครงการใหม่ทั้งในและต่างประเทศหนุน ประเมินกำไรโตเฉลี่ย 23% CAGR2566E-68E

4. EPG (ซื้อ/เป้า 9.00 บาท) ผลการดำเนินงานจะยังเติบโต YoY ได้ดีต่อเนื่องใน 2HFY67E จากการฟื้นตัวของทุกกลุ่มธุรกิจทั้ง Aeroflex, Aeroklas และ EPP

5. CBG (ซื้อ/เป้า 109.00 บาท) กำไร Q4/66E โต YoY, QoQ จาก high season, GPM ขยายตัว จากต้นทุน packaging ที่ลดลง และเริ่มรับรู้รายได้จากการจัดจำหน่ายเบียร์

6. HMPRO (ซื้อ/เป้า 16.30 บาท) Q4/66E ขยายตัว QoQ จากกิจกรรมตกแต่งซ่อมแซมฟื้นตัวต่อเนื่องไปจนถึง Q1/67E และคาดได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ หนุนกำลังซื้อ ทำให้ 2567E เติบโตได้

7. BEM (ซื้อ/เป้า 10.40 บาท) Q4/66E โต YoY โดยกำไรปกติปี 2567E จะเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่และปี 2567E จะดีต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะผู้โดยสารรถไฟฟ้า อานิสงส์กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ระดับปกติและรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่

8. KTC (ซื้อ/เป้า 55.00 บาท) คาดกำไร Q4/66E จะขยายตัว YoY จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วง Festive season ขณะที่หดตัว QoQ จากค่าใช้จ่ายสำรองที่เพิ่มขึ้นเป็นปกติ

9. OR (ซื้อ/เป้า 22.00 บาท) คาดว่ากำไร Q4/66E จะเห็นการเติบโต YoY หนุนโดยปริมาณขายน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนี้  ฝ่ายวิจัยเห็นความเสี่ยงด้านนโยบายที่จำกัดมากขึ้นหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ และราคาดีเซลไปแล้ว 

10. CPALL (ซื้อ/เป้า 80.00 บาท) คาดกำไร Q4/66E ได้แรงหนุนจากค้าปลีกที่ฟื้นตัวและเป็น high season, และคาดเห็นการเติบโตต่อเนื่องไปใน 2567E จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ


ที่มา: https://daolsecurities.co.th/strategy-research/daily-insights/6b3fb43e-4fa3-4f69-b50c-0bdb37cbba43

ติดต่อโฆษณา!