17 กุมภาพันธ์ 2566
530

จังหวะลงทุนตลาดตราสารหนี้โลก มีติดพอร์ตไว้กระจายความเสี่ยง

จังหวะลงทุนตลาดตราสารหนี้โลก มีติดพอร์ตไว้กระจายความเสี่ยง
Highlight

สหรัฐฯ รายงานเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 6.4% แม้ชะลอตัวลง แต่ยังห่างไกลเป้าหมายที่ 2% จึงคาดว่าดอกเบี้ยยังคงขึ้นต่อไป การลงทุนในตราสารหนี้ จะยังสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะตลาดผันผวนและมีความเสี่ยงต่ำ  บล.กสิกรไทยแนะนำกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ  TMBGINCOME ที่มีความหลากหลายในการลงทุน โดยไปลงทุนในกองทุน PIMCO GIS Income Fund บริหารโดยมืออาชีพระดับโลก


ตราสารหนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง

เป็นทางเลือกการลงทุนให้กับนักลงทุนที่อยากกระจายความเสี่ยงของพอร์ต  และความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

ปี 2021

  • กองทุนตราสารหนี้ทั่วโลกเผชิญความผันผวนหนักสุดในรอบ 70 กว่าปีจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างร้อนแรงของเฟด
  • นักลงทุนทั่วโลกเทขายตราสารหนี้ทั้งระยะสั้น กลาง และยาวจากความกังวลเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ปี 2022

  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ เริ่มอ่อนตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่อยปรับตัวลดลง
  • ตลาดรับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยไปพอสมควรแล้ว
  • หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ธนาคารอาจกลับมาลดดอกเบี้ยในปีนี้หนุนให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ปรับตัวขึ้นได้

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

  • ธนาคารกลางทั่วโลกมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องถ้าเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน เป็นต้น
  • แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้ยังชะลอตัว ตลาดหุ้นยังคงผันผวนต่อ

KSecurities แนะนำกองทุนที่น่าสนใจคือ  TMBGINCOME

  • กองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองเดียว (Master Fund) คือ กองทุน PIMCO GIS Income Fund ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

  • กองทุน Pimco GIS Income Fund มีกลยุทธ์การลงทุนใน Corporate High Yield Bond จึงมีความเสี่ยงในเรื่อง Credit ที่สูงอย่างไรก็ตามมีการกระจายการลงทุนไปยังหลายหลักทรัพย์และประเภทตราสาร มีการกระจุกตัวค่อนข้างต่ำจึงทำให้ลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง

  • โดยกองทุนมีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) จากการที่ Pimco GIS Income Fund ได้ กำหนด Portfolio Duration ในลักษณะที่ยืดหยุ่นได้ ในระยะ 0-8 ปี ดังนั้น ในบางช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยขาขึ้น และกองทุนหลักมี Duration ที่ยาวอาจมีความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวสูงขึ้นได้

ทั้งนี้บริษัทหลักทรัพย์กสิกรได้แนะนำความรู้ในการลงทุนในตราสารหนี้ดังนี้

3 เรื่องควรรู้ ก่อนลงทุนในตราสารหนี้

  • ถึงแม้ว่าการลงทุนใน ตราสารหนี้ จะมีความเสี่ยงต่ำ มากกว่ากว่าหุ้น และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ แต่ก็ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาหากคิดจะลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวน

  • ตราสารหนี้ คือ สินทรัพย์ทางการเงินที่ให้สิทธิการเป็น “เจ้าหนี้" แก่ผู้ลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด และเมื่อถึงวันครบอายุตามที่กำหนดไว้ ผู้ลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืน โดยเราสามารถแบ่งตราสารหนี้ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น

  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน หรือที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันในชื่อ หุ้นกู้ นั่นเอง

  • นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังสามารถแบ่งตามระยะเวลาที่กำหนดได้อีกด้วย โดยแบ่งเป็น ตราสารหนี้ระยะสั้น และตราสารหนี้ระยะยาว

  • ซึ่งหากใครคิดจะลงทุนตราสารหนี้จะต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย เพราะตราสารหนี้แต่ละประเภทเอง ก็มีความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันออกไป

ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเมื่อลงทุนในตราสารหนี้

1.คำนึงถึง ความผันผวนของมูลค่าตราสารหนี้

ก่อนอื่นผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามูลค่าของตราสารหนี้และอัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผันกัน หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าของตราสารหนี้จะต่ำลง เนื่องจากถูกเทขาย เพื่อไปซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ในทางกลับกัน ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำลง มูลค่าของตราสารหนี้ก็จะสูงขึ้น ดังนั้น ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ควรลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดโอกาสการขาดทุนจากราคาที่ต่ำลง และเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ควรเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เพื่อรับผลประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้น

2.คำนึงถึง ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

ความเสี่ยงประเภทนี้ที่ทำให้ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินต้นคืน ความเสี่ยงนี้มักเกิดกับตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน เพราะภาคเอกชนมีโอกาสพบเจอวิกฤตทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ย หรือคืนเงินต้นได้ มากกว่ารัฐบาล ดังนั้น ก่อนลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน ผู้ลงทุนจึงจำเป็นต้องประเมินความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ออกตราสารหนี้ก่อน ซึ่งอันดับความน่าเชื่อจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มน่าลงทุน ระดับ AAA ถึง BBB-

กลุ่มเก็งกำไร ระดับ BB+ ลงไปจนถึง D

โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินงาน และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัท บอกเลยว่ายิ่งอันดับความน่าเชื่อถือสูงเท่าไร ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ก็ยิ่งต่ำเท่านั้น

3.คำนึงถึงสภาพคล่องในตลาด

เนื่องจากตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีสภาพคล่องในตลาด กรณีที่ผู้ลงทุนต้องการขายตราสารหนี้แบบรายตัว อาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะขายได้ หรือถ้าขายได้ ก็อาจไม่ได้ราคาตามที่ต้องการ แต่หากลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป ที่ไม่ใช่กองทุนประเภทกำหนดระยะเวลา (Term Fund) ผู้ลงทุนจะสามารถซื้อ-ขาย ได้ทุกวันตามเวลาทำการ ของบลจ.

แม้ว่านักลงทุนจะสามารถลงทุนในตราสารหนี้ได้โดยตรง แต่ตราสารหนี้บางตัวก็มีกำหนดให้เฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ หรือนักลงทุนสถาบันซื้อได้เท่านั้น และอาจมีกำหนดขั้นต่ำในการซื้อด้วยวงเงินที่สูง ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว การลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า เพราะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการไปลงทุนเองโดยตรง ที่สำคัญการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้ด้วย


ติดตาม ทันข่าวToday ช่องทางอื่น ๆ

🔺 Website : https://www.thunkhaotoday.com/
🔺 Facebook : https://www.facebook.com/thunkhaotoday
🔺 Line Today : https://bit.ly/3ifSuDr
🔺 ติดต่อโฆษณา : https://line.me/ti/p/9mjGVL4nhC

ติดต่อโฆษณา!