23 มกราคม 2566
542

ฐานะการคลังไทยแข็งแกร่ง จัดเก็บรายได้ทะลุเป้า บาทแข็งค่าต่อเนื่องสู่ 32.63 บาทในวันนี้

ฐานะการคลังไทยแข็งแกร่ง จัดเก็บรายได้ทะลุเป้า บาทแข็งค่าต่อเนื่องสู่ 32.63 บาทในวันนี้
Highlight

เงินบาทไทยแข็งค่าต่อเนื่องแตะ 32.63 บาท นักกลยุทธ์ทางการเงินมองระยะสั้นรอบนี้น่าจะแตะ 32.50 บาท  สะท้อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและฐานะทางเงิน หลังกระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีเกินเป้ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท สู่ระดับ 6.33 แสนล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 22/23  เงินคงคลัง มีจำนวน 7.1 แสนล้านบาท เป็นระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายที่จำเป็น สภาพัฒน์ฯเตรียมปรับประมาณการณ์ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทย เป็น 3.5-4%

  • กระทรวงการคลังเผยการจัดเก็บรายได้สุทธิในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม – ธันวาคม 2565) จำนวน 633,139 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 73,586 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.2 และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.3

 

  • โดยได้รับแรงหนุนตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภค และการค้าระหว่างประเทศ และยังมีรายได้พิเศษจากการนำส่งทุนหรือผลกำไรส่วนเกินของทุนหมุนเวียน รายได้จากสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และใบอนุญาตคลื่นวิทยุ รวมทั้งอากรขาเข้าย้อนหลังตามคำพิพากษาคดี

 

  • คาดว่ารายได้รัฐบาลในช่วงที่เหลือขอปีงบประมาณ 2566 จะยังคงขยายตัวได้ดีตามภาวะเศรษฐกิจ

 

  • การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตต่ำกว่าประมาณการ จากการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเป็นการชั่วคราวจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง

 

  • หากไม่รวมรายได้พิเศษของส่วนราชการอื่นและกรมศุลกากร ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิสูงกว่าประมาณการ 40,175 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.2 และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 7.3

 

  • กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะมีรายได้นำส่งคลัง 2.6 ล้านล้านบาท ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท และมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 6.95 แสนล้านบาท

 

  • เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2566 มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 7.1 แสนล้านบาท เป็นระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายที่จำเป็นของภาครัฐ ภาพรวมฐานะการคลังในปีงบประมาณ 2566 มีความมั่นคงและเข้มแข็ง

 

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เตรียมทบทวนประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปี pตามแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย

 

เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง

 

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.70 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ และล่าสุดอยู่ที่ 32.690 บาทต่อดอลลาร์

 

  • เช้านี้เงินบาทแข็งค่าตามทิศทางของสกุลเงินอื่นในภูมิภาค หลังจากดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า เนื่องจากเมื่อคืนวันศุกร์ มีท่าทีจาก สมาชิกของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่สนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% ใน 2 ครั้งติดต่อกัน ส่งผลให้เงินยูโรปรับ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

 

  • นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่า เคลื่อนไหวในกรอบ 32.60 – 32.95 บาท/ดอลลาร์ แต่คาดว่า การซื้อขายจะเบาบาง เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียยังติดวันหยุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน

 

  • Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่าเงินบาทจะมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ก็พร้อมผันผวนอ่อนค่าลง หากตลาดปิดรับความเสี่ยงและเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้จริง ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีแนวต้านสำคัญในช่วง 33.20 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ส่งออกบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ ส่วนผู้เล่นต่างชาติก็รอจังหวะเพิ่มสถานะ Short USDTHB ตามความหวังการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

 

  • ขณะที่นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้กรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินบาท วันนี้ที่ระดับ 32.60-32.95 บาท

 

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียปรับตัวขึ้นได้ดี จากความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและรายงานผลประกอบการโดยรวมออกมาแย่กว่าคาด นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุ

 

  • ในสัปดาห์นี้ ควรระวัง รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการของสหรัฐฯ, ยูโรโซน และญี่ปุ่น รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Microsoft, ASML และ Tesla

 

  • ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น ควรระวังเงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นได้ หากตลาดเดินหน้าปิดรับความเสี่ยงต่อ (รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด) หรือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ไม่ได้ชะลอลงตามคาด ทำให้ตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

  • ธนาคารกรุงไทยคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

  • ในสัปดาห์นี้ ควรระวัง รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการของสหรัฐฯ, ยูโรโซน และญี่ปุ่น รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Microsoft, ASML และ Tesla เป็นต้น

 

  • ธนาคารกรุงไทยคาดการณ์ด้วยว่า ระดับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะยิ่งได้แรงหนุนจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 1.50% ในวันที่ 25 ม.ค. นี้



    ติดตาม ทันข่าวToday ช่องทางอื่น ๆ

    🔺 Website : https://www.thunkhaotoday.com/
    🔺 Facebook : https://www.facebook.com/thunkhaotoday
    🔺 Line Today : https://bit.ly/3ifSuDr
    🔺 ติดต่อโฆษณา : https://line.me/ti/p/9mjGVL4nhC
ติดต่อโฆษณา!