หุ้นไทยร้อนแรงรับปีกระต่าย บาทแข็งค่า ครม.เตรียมเคาะ “ไทยเที่ยวไทย เฟส 5” | ทันข่าว Today
03 มกราคม 2566
242

หุ้นไทยร้อนแรงรับปีกระต่าย บาทแข็งค่า ครม.เตรียมเคาะ “ไทยเที่ยวไทย เฟส 5”

หุ้นไทยร้อนแรงรับปีกระต่าย บาทแข็งค่า ครม.เตรียมเคาะ “ไทยเที่ยวไทย เฟส 5”
Highlight

หุ้นไทยเทรดคึกคักรับวันปีใหม่ นักลงทุนไทย-ต่างชาติมีมุมมองเชิงบวกจากแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัวดีในปี 2566 โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยว บล.โกลเบล็ก แนะนำ 5 ธีมการลงทุนในปี 66 คือกลุ่มช้อปดีมีคืน กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มพลังงานสะอาด และกลุ่มรถไฟฟ้า ทั้งนี้คาดว่านักลงทุนต่างชาติยังลงทุนอย่างต่อเนื่อง เงินบาทแข็งค่ารับปีใหม่ ส่วนหุ้นหุ้น DELTA กลับเข้ามาอยู่ใน list SET50 อีกครั้ง มีการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยสามารถสร้างความผันผวนให้ดัชนีได้สูง เนื่องจากมีขนาดตลาดที่ใหญ่อันดับต้นๆ


ตลาดหุ้นไทยเช้านี้พุ่งกว่า 13 จุด ตอบรับความคาดหวังเชิงบวกผลตอบแทนการลงทุนของตลาดหุ้นไทยดีกว่าตลาดหุ้นโลกที่ยังมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัวต่อเนื่อง ประกอบกับหุ้น DELTA ดีดขึ้นแรงเทรดคึกคักช่วยหนุนภาพรวมตลาดได้กว่าครึ่ง

เมื่อเวลา 12.30 น. ดัชนี SET  ปิดที่ 1,1676.10  จุด เพิ่มขึ้น 7.44 จุด (+0.45%) มูลค่าการซื้อขาย 3.56 หมื่นล้านบาท หุ้น DELTA ปิดภาคเช้าที่ 904 บาท  ปรับขึ้น 74 บาทหรือ +8.92% มูลค่าการซื้อขายสูงเป็นอันดับหนึ่งที่ 8.66 พันล้านบาท 

บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS ระบุว่า หุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่ถูกคัดเลือกเข้าคำนวณใน SET50 ครึ่งแรกของปี 2566 นี้ คาดมีโอกาสทำให้ดัชนีตลาดหุ้น และ SET50 กลับมาผันผวนมากขึ้น จึงทำให้นักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นโดยตรง หรือซื้อขายสัญญา SET50 Futures ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2566 ซึ่งการเคลื่อนไหว 1% ของ DELTA ส่งผลต่อ SET50 ขยับถึง 0.84 จุด และ SET 0.85 จุด

ฝ่ายวิจัย บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า วันสุดท้ายของการซื้อขายปี 2565  (30 ธ.ค. 65) แม้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.46 จุดแต่หลักๆ เป็นการผลักดันจาก DELTA ที่ระหว่างวันขึ้นไปสูงถึง 21.3% (กลายเป็นหุ้นที่มี Market Cap สูงสุดใน SET) หลังจากนั้นราคาปิดย่อตัวลงมาเหลือบวก15% (Market Cap สูงเป็นอันดับ 2 รองจาก AOT) หนุน ดัชนีบวก 11 จุด แสดงว่าหากหัก DELTA ออกดัชนีตลาดหุ้นจะติดลบ 3 จุดกว่าๆ ซึ่งการขึ้นแรงในวันเดียวของ DELTA ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับพอร์ตของกองทุน สำหรับการต้อนรับ DELTA เข้าดัชนี SET50 และ SET100 

หากพิจารณาตลอดปี 2565  DELTA มีผลกระทบต่อ ดัชนีตลาดหุ้นไทยมาก เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้นมา 101% จาก 412 มา 830 บาท หนุนดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 42.8 จุด ในทางกลับกัน SET50 ไม่ได้แรงหนุนจากเรื่องนี้ และถ้าตีเป็นมูลค่า SET50 ขาดแรงหนุนจาก DELTA ที่ขึ้นมาในปี 2565 ถึง 42.3 จุด 

ราคาหุ้น DELTA เช้านี้ เคลื่อนไหวอยู่ที่  904 บาท บวก 74 บาท หรือ 8.92% โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในภาคเช้าที่ 4,291.80 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย อยู่ที่ 1,679.50 จุด บวก 10.84 จุด หรือ 0.65%  

นอกจากนี้นักวิเคราะก็ยังลุ้นมาตรการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 เข้าที่ประชุม ครม. 

มาตรการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 ซึ่งเป็นวาระตกค้างจากปีที่ผ่านมา คาดว่าจะนำกลับเข้าที่ประชุม ครม. ใหม่อีกครั้งในสัปดาห์นี้ (3 ม.ค. 23) เป็น Sentiment บวกกับกลุ่มท่องเที่ยวที่เน้นรายได้ในประเทศ อาทิ ERW และ CENTEL

ค่าเงินบาทเปิดวันแรกของปี 2566 “แข็งค่าขึ้น” ที่ระดับ  34.48 บาทต่อดอลลาร์  Krungthai GLOBAL MARKETS มองกรอบสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 34.25-34.75 บาท/ดอลลาร์ ติดตามไฮไลท์สำคัญ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และสถานการณ์ COVID-19 ในจีน

 ค่าเงินบาทในวันนี้ เคลื่อนที่ระดับ  34.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 34.56 บาทต่อดอลลาร์  

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดการเงินยังคงระมัดระวังตัวอยู่ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2022

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ไฮไลท์สำคัญที่ต้องติดตาม คือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน และ สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในจีน, นายพูนกล่าว

แนวโน้มของค่าเงินบาท ธนาคารกรุงไทยประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แต่เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดปิดรับความเสี่ยง และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี เงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก เนื่องจากผู้ส่งออกบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ ส่วนผู้เล่นต่างชาติก็รอจังหวะเพิ่มสถานะ Short USDTHB ตามความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ผ่านภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่ามุมมองดังกล่าวก็อาจสะท้อนผ่านฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยในธีมเปิดเมืองได้บ้าง ทั้งนี้ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นใกล้โซนแนวรับ 34.25-34.30 บาทต่อดอลลาร์ได้เร็ว หากแข็งค่าหลุดระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ 

ด้านบล.โกลเบล็ก ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 66 ฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ลดระดับความรุนแรงเป็นโรคประจำถิ่น ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มเข้าสู่ระดับปกติ แนะลงทุน  5 หุ้นกลุ่มเด่น SET อาทิ หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการช้อปดีมีคืน หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า  หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยว หุ้นยั่งยืนด้านพลังงานหมุนเวียน และหุ้นได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมชู 4 หุ้นเด่น mai

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็กจำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงแนวโน้มทิศทางการลงทุนปี 2566 ว่า ทางฝ่ายวิจัยมองกรอบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET)  ในปี 2566 ที่ระดับ 1,616 – 1,845 จุด บนสมมติฐานอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ปี2566 เท่ากับ 108.85 เติบโต 8-9% เมื่อเทียบกับปี 2565 ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ปรับลดระดับความรุนแรงเป็นโรคประจำถิ่น ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มทยอยชะลอตัวเข้าสู่ระดับปกติ

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังมองปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 อาทิ กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.7% ใน 4Q65 สูงกว่าระดับ 2.7% ที่เปิดเผยก่อนหน้านี้  ขณะที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนธันวาคม 2565 ดีดตัวขึ้นและสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น 

อีกทั้ง ประเทศจีน มีมาตรการยกเลิกกักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ โดยมีผลตั้งแต่8 มกราคม 2566  หลังบังคับใช้มานาน 3 ปี  รวมทั้งการที่จีนผ่อนคลายมาตรการจัดการเกี่ยวกับโควิด-19 สู่ระดับ Category B จากระดับ Category A ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด ขณะที่เกาะฮ่องกงประกาศเปิดพรมแดนที่ติดกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเต็มรูปแบบก่อนกลางเดือนมกราคม 2566

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2565 ที่มีแนวโน้มใกล้เคียง 11.5 ล้านคนเมื่อรวมกับการท่องเที่ยวในประเทศ 175 ล้านคนต่อครั้ง จะทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท นับเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่ารวมในปี 2562          

สำหรับปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตา ต่อภาพรวมการลงทุนในปี 2566 อาทิ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 6 ครั้ง ในเดือน มกราคม มีนาคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน และพฤศจิกายน  

นอกจากนี้ ยังแนะให้จับตาประเด็นการเมือง กรณียุบหรือไม่ยุบสภา รวมไปถึงการเลือกตั้งในประเทศ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แม้ระดับความรุนแรงจะคลี่คลายแต่ก็ยังคงต้องให้ความระวัง

ขณะที่ปัจจัยที่ต้องจับตาในต่างประเทศ  อาทิ การกำหนดการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 8 ครั้ง ในเดือนมกราคม มีนาคมพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม กันยายน ตุลาคม และธันวาคม รวมถึงตัวเลข GDP ของสหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรป และจีน ส่วนปัจจัยลบนั้นมีการคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจจะเริ่มต้นเกิดขึ้นประมาณต้นปี 2566 ซึ่งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีวาระคุกรุ่นหลายคู่ ทั้งยูเครน-รัสเซีย สหรัฐ-จีน จีน-ไต้หวัน ที่อยู่ในระดับความเสี่ยงที่สูง ขณะที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมาย 

"โดยของไทย  คาดว่าที่ประชุมกนง.มีโอกาสทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2-3 ครั้ง จากระดับ 1.25% ณ ปลายปี 2565 สู่ระดับ 1.75% ถึง 2% ณ ปลายปี 2566 ส่วนภาคการส่งออกไทย ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงประกอบกับปี 2566 จะมีการเริ่มเก็บภาษีขายหุ้นลดสภาพคล่องของนักลงทุนด้วย"


ฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก จึงให้คำแนะนำ ลงทุนในหุ้น 5 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากมาตรการช้อปดีมีคืน ในปี 2566 ประกอบด้วย BJC, CPALL, MAKRO, CRC, COM7, SPVI, CPW, JMART, HMPRO, ZEN, M และ AU

2.กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากรายได้ปรับขึ้นตามค่า FT แต่ต้นทุนเริ่มคงที่ประกอบด้วย GPSC, BGRIM และ RATCH  

3.หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวที่ได้รับอานิงสงค์ประเทศจีนเปิดประเทศ ประกอบด้วย MINT, CENTEL, ERW, SPA, AU และ SHR 

4.กลุ่มหุ้นยั่งยืนด้านพลังงานหมุนเวียน ประกอบด้วย EA , TSE , SSP , SUPER และPRIME  

5.กลุ่มหุ้นได้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย EA , GPSC , BCP, OR และDELTA


ฝ่ายวิจัยยังได้แนะนำ “ซื้อ” 4 หุ้นเด่นในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้แก่ 

1.หุ้น SPA : ทยอยขาดทุนลดลง...ลุ้นพลิกมีกำไร แนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ที่ราคาเหมาะสม 10.80 บาท โดยมองว่าลุ้นพลิกมีกำไรจากการที่จีนเปิดประเทศสนับสนุนจำนวนผู้ใช้บริการที่เป็นลูกค้าชาวจีนที่นิยมใช้บริการสปามีจำนวนเพิ่มขึ้น ขณะที่การผ่อนคลายมาตรการจัดการโควิด-19 สนับสนุนสาขาที่เปิดดำเนินการในประเทศจีน   

2.หุ้น D : ฐานลูกค้าต่างชาติขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำตาม “Bloomberg Consensus”ราคาเหมาะสมที่ 8.75 บาท โดยมองว่าฐานลูกค้าต่างชาติขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2566 รายได้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2565 เนื่องจากฐานลูกค้าชาวต่างชาติจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายตลาดเชิงรุกสู่กลุ่มลูกค้าชาวอาหรับซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และลูกค้ากลุ่มประเทศเดิมจากโซนออสเตรเลีย อเมริกา และยุโรปฟื้นตัว และได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “Dental Hub” โดยคาดว่ากำไรปี 2566 อยู่ที่  61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17%YoY

3.หุ้น CEYE : ธุรกิจโฆษณามีแววสดใสหนุนกำไรปี 66 เติบโตต่อเนื่อง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 7.12 บาท โดยมองว่าธุรกิจโฆษณามีแววสดใสหนุนรายได้และกำไรปี2566 ให้เติบโตต่อเนื่องจากการเติบโตของธุรกิจโฆษณาและแผนขยายงานออนไลน์โปรดักชั่นในต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่ให้บริการเพียงภาพนิ่งเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์ตามการฟื้นตัวของธุรกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย  ทำให้แบรนด์สินค้าต่างๆ ในหลากหลายธุรกิจเริ่มกลับมาใช้จ่ายด้านโฆษณามากขึ้น ส่งผลให้ปี2566 คาดจะมีรายได้ประมาณ 398 ล้านบาท เติบโต 10%YoY และจะมีกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 64 ล้านบาท เติบโต 19%YoY

4.หุ้น AU  : ลุ้นสัดส่วนลูกค้าต่างชาติกลับสู่ระดับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยแนะนำตาม “Bloomberg Consensus” กำหนดราคาเหมาะสมที่ 13.20 บาท โดยมองว่ามีโอกาสที่สัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะกลับสู่ระดับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งแนวโน้มผลประกอบการปี 2566 จะเติบโตดี และยังคงมีโมเมนตัมดีต่อเนื่องไปยังปี 2566 ซึ่งคาดสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19 ที่ราว 30-40% นอกจากนี้ ในช่วง 4Q65 ถึงปี 2566 บริษัทยังมีแผนการขยายสาขาเชิงรุก อาทิ ร้าน After You ในห้างสรรพสินค้า และในรูปแบบ Pop-up Store, Standalone และ Marketplace, ร้านผลไม้“ลูกก๊อ” (แบรนด์ใหม่) ตลอดจนการขยายแฟรนไชส์ไปยังกลุ่ม CLMV รวมทั้งหมดอีกราว 30 สาขา จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 44 สาขา ทั้งนี้คาดว่าปี 2566 จะมีกำไรสุทธิ  204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65%YoY

ติดต่อโฆษณา!