อยากลงทุนในหุ้นกู้ ต้องรู้อะไรบ้าง | ทันข่าว Today
19 ธันวาคม 2565
240

อยากลงทุนในหุ้นกู้ ต้องรู้อะไรบ้าง

Highlight

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทย ที่จะก้าวสู่ปี 2023 จะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเป็นปีแห่งความไม่แน่นอนสำหรับการลงทุน หุ้นกู้หรือตราสารหนี้ กำลังได้รับความนิยมเพราะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้น แต่การลงทุนในตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป มีคำแนะนำการลงทุนในหุ้นกู้ และได้คัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีอันดับ Credit Rating ที่ดี โดยที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้



20221219-c-01.jpg
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทย ที่จะก้าวสู่ปี 2023 จะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเป็นปีแห่งความไม่แน่นอนสำหรับการลงทุน หุ้นกู้หรือตราสารหนี้ กำลังได้รับความนิยมเพราะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้น ถ้าจะเริ่มลงทุนในหุ้นกู้ ต้องรู้อะไรบ้าง

การลงทุนในหุ้นกู้ จะเลือกลงทุนอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล  คุณ อรรถวิมล ด่านกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่าย Investor Solutions & Channels development บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) มีคำแนะนำดังต่อไปนี้ 

ความแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญและหุ้นกู้ (หุ้น VS หุ้นกู้)

1.ผู้ถือหุ้นสามัญ มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นกู้มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ การที่เราลงทุนในหุ้นสามัญ เราจะมีสถานะ ของความเป็นเจ้าของกิจการร่วมลงทุนไปด้วยกัน  แต่ถ้าเราลงทุนในหุ้นกู้ สถานะของเราคือเจ้าหนี้ เพราะเราให้กิจการยืมเงินไปลงทุน ทำตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้

2.ผลตอบแทน การลงทุนในหุ้นเราจะได้รับผลตอบแทนในเรื่อง Capital Gain หรือกำไรจากการลงทุน และเงินปันผล ซึ่งเรื่องเงินปันผลนั้น มีความเสี่ยงว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับ ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก ถ้ามีผลกำไรเขาจะจ่ายเงินปันผลแก่เรา แต่ถ้าบริษัทขาดทุน เราก็จะไม่ได้รับเงินปันผล

ในขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้นั้น จะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย มีการกำหนดแน่นอน ว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ อัตราเท่าไหร่ แต่ก็ความเสี่ยง ในด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ที่อาจเกิดขึ้นได้

3.ด้านอายุของสินทรัพย์ หุ้นสามัญ ไม่มีวันหมดอายุ ซื้อขายได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ถูกฟ้องล้มละลาย หรือถูกถอนออกจากตลาด ถือว่าหมดอายุโดยอัตโนมัติ  ส่วนหุ้นกู้มีการกำหนดอายุแน่นอน เช่น 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี, 3 ปี , หรือ 5 ปี หรือตลอดชีพ เป็นต้น  ด้านความผันผวน หุ้นสามัญจะผันผวนมากกว่าหุ้นกู้

นักลงทุนประเภทไหนเหมาะจะลงทุนในหุ้นกู้

นักลงทุนทุกประเภท สามารถลงทุนในหุ้นกู้ได้ แต่ย้อนไปดูว่า ในการลงทุนนั้น เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างไร เช่น ผลตอบแทนเป็นประจำรายเดือน รายงวด นักลงทุนก็ควรลงทุนในหุ้นกู้เพื่อสร้าง Passive Income เน้นเรื่องการสร้าง Wealth ให้พอร์ตเราเอง

การคัดสรรหุ้นกู้

สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับการคัดสรรหุ้นกู้คือ อย่ามองแค่เรื่องดอกเบี้ย การมองแค่เรื่องดอกเบี้ย เราอาจจะเห็นเพียงการเสนอดอกเบี้ยที่สูง แต่ถ้าเราย้อนมองถึงความเสี่ยงของหุ้นกู้ เราจะต้องดูที่ Credit Rating  ด้วย

การจัดอันดับ Credit Rating บอกอะไร

อันดับ Credit Rating เป็นการบอกความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกหุ้นกู้

หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตเรทติ้งสูงๆ จะมีความเสี่ยงต่ำ มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ต่ำ

อันดับ Credit Rating ประกอบด้วย

กลุ่มแรก คือ Investment Grade เป็นกลุ่มที่น่าลงทุน มีช่วงอันดับเครดิตตั้งแต่ AAA+ ถึง BBB-

กลุ่มที่สอง คือ Speculative Grade เป็นกลุ่มเก็งกำไร มีช่วงอันดับเครดิตตั้งแต่ BB+ ถึง D

ดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นกู้อย่าสนใจเพียงดอกเบี้ยสูง ให้ดูเรื่อง Credit Rating ประกอบด้วย เพราะเราจะลดความเสี่ยงในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน ดูว่าเป็นธุรกิจอะไร เรามีความคุ้นเคยกับธุรกิจนั้นมากน้อยแค่ไหน แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร

ระยะเวลาในการลงทุน

ระยะเวลาในการถือครองหุ้นกู้มีความสำคัญ ให้ย้อนมาดูเงินที่เรานำไปลงทุน ว่าในอนาคตนักลงทุนต้องการใช้เงินก้อนนี้มากน้อยแค่ไหน และมีระยะเวลาเท่าใด ที่เราไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้เลย  เงินเย็นแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วเราก็มาเลือกหุ้นกู้ที่จะลงทุน

เช่น เงินก้อนนี้เราอยากลงทุนในหุ้นกู้ 1 แสนบาท ลงทุนในระยะเวลา 3 ปี ให้เลือกหุ้นกู้ที่มีระยะเวลาน้อยกว่า 3 ปี เพื่อให้ Match กับเงินลงทุนของเรา ถ้าเราไม่ได้วางแผนแบบนี้จะส่งผลเสียอะไรบ้าง เช่น ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน เราอาจนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้ ซึ่งเราอาจต้องไปขายในตลาดรอง มีความเสี่ยงเรื่องราคาที่อาจจะขาดทุน และเสียโอกาสได้รับผลตอบแทนในส่วนที่เราควรจะได้ ถ้าเราถือหุ้นกู้ครบกำหนด

การแบ่งประเภทหุ้นกู้  

จะแบ่งตามกลุ่มผู้ลงทุน แยกตามฐานะการเงิน

การกำหนดประเภทผู้ลงทุน เช่นนักลงทุนทั่วไป ผู้ลงรายใหญ่

สำหรับเกณฑ์ของนักลงทุนรายใหญ่ ที่จะต้องพิจารณาคือ ฐานะทางการเงิน ความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน

  • การพิจารณาฐานะทางการเงิน
  1. รายได้ต่อปีตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
  2. หรือมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์ตั้งแต่ 8 ล้านบาทขึ้นไป
  3. หรือถ้ารวมเงินสด คือ 15 ล้านบาทขึ้นไป
  • ความรู้หรือประสบการณ์ในการลงทุน
  1. มีประสบการณ์ในการลงทุนย้อนหลังในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำ
  2. เป็นผู้แนะนำการลงทุน หรือวางแผนการลงทุน
  3. มีประสบการณ์การทำงานในสายงานการเงินและการลงทุน
  4. มีวุฒิบัตรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
  5. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ลงทุน

หากเข้าเงื่อนไข ข้อหนึ่งข้อใด ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์เรื่องความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน เกณฑ์การพิจารณาของนักลงทุนรายใหญ่ ต้องนำ 2 ข้อนี้มาพิจารณาเสมอ 

โดยปกติแล้วทางบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิปจะสอบถามลูกค้าว่าจุดประสงค์การลงทุนเป็นอย่างไร มีระยะเวลาในการลงทุนเป็นอย่างไร นำเงินไปลงทุนในรูปแบบไหน และความเสี่ยงที่รับได้จากการนำเงินไปลงทุนมีมากน้อยแค่ไหน  จากนั้นจึงจะแนะนำผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสมให้ลูกค้า การแนะนำหุ้นกู้ก็จะดูว่า หุ้นกู้เสนอขายให้กับนักลงทุนรายย่อย หรือรายใหญ่ ซึ่งทางทีมงาน บล.ฟิลลิปคัดสรรหุ้นกู้ ที่ดีมีคุณภาพ โดยส่วนใหญ่คัดสรรจาก Investment Grade มาให้ลงทุน เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจในสินค้าที่นำมาเสนอขาย

สนใจผลิตภัณฑ์การลงทุนของ บล.ฟิลลิป สามารถติดต่อผ่านช่องทาง

LINE : @phillipcapitsl

Facebook : PhillipCapital Thailand

YouTube: PhillipCapital TH

โทรศัพท์ 02-63-53-123

ติดต่อโฆษณา!