15 ธันวาคม 2565
667

Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.5% ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย สู่เป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2%

Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.5% ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย สู่เป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2%
Highlight

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย 0.5%  สู่ระดับ 4.25-4.50% สูงสุดในรอบ 15 ปี เจอโจม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญานทิศทางดอกเบี้ยจะขึ้นต่อไป จนกว่าจะดึง เงินเฟ้อเข้าเป้าที่ 2%  แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือ การจ้างงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราการว่างงานต่ำลง สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและพลังงาน มีราคาแพงตามต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นภาวะที่ไร้สมดุลย์ระหว่างดีมานด์/ซัพพลาย โดยที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังไม่สิ้นสุดและประคองราคาพลังงานให้สูงต่อไป  ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจสูงต่อไป ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงในวันนี้ และคาดว่าจะความผันผวนต่อเนื่องในปี 2566


สื่อต่างประเทศรายงาน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งเสร็จสิ้นลงในวันพุธที่ 14 ธ.ค.ตามเวลาสหรัฐ โดยระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการใช้จ่ายและการผลิตขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และอัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงภาวะไร้สมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ อันเป็นผลมาจากโรคระบาด, ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น และแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง

การที่รัสเซียใช้กำลังทหารรุกรานยูเครนนั้น กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งประชาชนและเศรษฐกิจ โดยสงครามในยูเครนและเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กำลังเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งคณะกรรมการ FOMC ให้ความสนใจเรื่องความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเป็นอย่างมาก

คณะกรรมการ FOMC พยายามหาแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว คณะกรรมการฯ ได้ตัดสินใจปรับเพิ่มกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% และคาดว่าการปรับเพิ่มกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกในวันข้างหน้านั้นจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาจุดยืนด้านนโยบาย ซึ่งก็คือการลดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

ในการกำหนดขนาดของการปรับขึ้นกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยในอนาคตนั้น คณะกรรมการฯ จะพิจารณาถึงการคุมเข้มนโยบายการเงินที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายครั้ง และพิจารณาถึงประเด็นที่ว่าการชะลอนโยบายการเงินจะมีผลกระทบอย่างไรต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมทั้งสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเงิน

นอกจากนี้ คณะกรรมการจะยังคงปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ตามที่ได้อธิบายไว้ในแผนการปรับลดขนาดงบดุลบัญชีของเฟด (Plans for Reducing the Size of the Federal Reserve’s Balance Sheet) ซึ่งมีการเผยแพร่ในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

ส่วนในการประเมินแนวทางที่เหมาะสมของนโยบายการเงินนั้น คณะกรรมการจะยังคงจับตาข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะได้รับในวันข้างหน้า ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ จะเตรียมความพร้อมเพื่อปรับแนวทางนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เฟดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของคณะกรรมการฯ โดยคณะกรรมการฯ จะประเมินข้อมูลในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงข้อมูลด้านสาธารณสุข ภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อ รวมถึงการพิจารณาสถานการณ์ทางการเงิน และสถานการณ์ในต่างประเทศ

นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยกับสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธ (14 ธ.ค.) โดยระบุว่า เฟดจะไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% และขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเฟดให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายการเงินที่มีการคุมเข้มมากพอที่จะฉุดเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายดังกล่าว

“ไม่ว่าเราจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม เราจะไม่เปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% เราจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ระดับดังกล่าว”

นายพาวเวลกล่าวเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเฟดจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับสูงกว่า 2% หรือไม่

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญในเวลานี้ก็คือ การใช้นโยบายการเงินที่มีการคุมเข้มมากพอที่จะฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายของเราที่ระดับ 2% ให้ได้ และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้” นายพาวเวล กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเฟดจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการพยุงให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือซอฟต์แลนดิ้งหรือไม่ นายพาวเลกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะที่สามารถหลีกเลี่ยงการถดถอยได้

“ผมคงไม่สามารถพูดได้ว่า เฟดจะสามารถบรรลุเป้าหมายซอฟต์แลนดิ้ง แต่สิ่งที่ผมยืนยันในเวลานี้ก็คือ เฟดจะยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจากนั้นจะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับหนึ่งเป็นเวลานานขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ” นายพาวเวล กล่าว

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ โดยเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง, 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.75% จำนวน 4 ครั้ง ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4.25% ในปีนี้

ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปี 2566 และจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2567 โดยเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.1% ในปีหน้า ก่อนที่จะสิ้นสุดวัฏจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยระดับดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2550

หลังจากที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 5.1% ในปี 2566 หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25% เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อจับตาดูผลกระทบของการคุมเข้มนโยบายการเงินที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ 

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี ตามคาดในการประชุมครั้งล่าสุด และส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลานานขึ้น เพื่อฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 27,991.14 จุด ลดลง 165.07 จุด หรือ -0.59%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 19,612.67 จุด ลดลง 60.78 จุด หรือ -0.31% และ

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,177.20 จุด เพิ่มขึ้น 0.67 จุด หรือ +0.02%

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) วันนี้ เมื่อเวลา 10.08 น.เคลื่อไหวอยู่ที่ 1628.85 ลดลง 4.39 จุด (-0.29%) มูลค่าซื้อขายรวม 4.86 พันล้านบาท

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด จับตาจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และอัตราว่างงาน ขณะที่ เหล่าผู้นำจีนมีกำหนดจัดการประชุมการทำงานเศรษฐกิจกลางประจำปีนัดสำคัญในวันนี้และพรุ่งนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ร่วงติดต่อกัน 2 วันในวันพุธ (14 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์และ Nasdaq ร่วงแตะระดับต่ำสุดของวัน หลังนายพาวเวล ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าต้องรอคอยข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม เฟดจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อเงินเฟ้อได้

ติดต่อโฆษณา!