12 ธันวาคม 2565
3,953

4 ธีมการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่น่าสนใจในปี 2566

4 ธีมการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่น่าสนใจในปี 2566
Highlight

ธีมการลงทุนยั่งยืน หรือการลงทุนในธุรกิจ ESG เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ในขณะที่ธุรกิจเหล่านี้ทนทานต่อปัจจัยลบในระยะสั้น ทั้งความผันผวนของค่าเงิน การขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือในภาวะวิกฤตโรคระบาด สำหรับเทรนด์การลงทุนด้านความยั่งยืนที่น่าสนใจในปี 2566 ได้แก่ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางอาหาร และ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

การลงทุนอย่างยั่งยืนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ อีกทั้ง  การลงทุนอย่างยั่งยืนกำลังเป็นเทรนด์การลงทุนกระแสหลักที่กำลังเติบโตมากขึ้นทั่วโลก โดยในปี 2566 การลงทุนอย่างยั่งยืนมีธีมใดที่น่าสนใจบ้าง…มาดูกัน

ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำเสนอแนวคิด 4 ธีมการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่น่าสนใจในปี 2566 ไว้ว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก  ทำให้นักลงทุนต้องจัดพอร์ตลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและเตรียมรับมือกับความผันผวนในอนาคต   ซึ่งการปรับพอร์ตลงทุนไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงและรักษาผลตอบแทนเท่านั้น   แต่ยังรวมถึงการเลือกสินทรัพย์ลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างพอร์ตลงทุนให้ยั่งยืนมากขึ้น

การลงทุนโดยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานทางการเงิน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และสร้างสรรค์สังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น  ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจและกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านการลงทุน  พร้อม ๆ กับการส่งเสริมให้พอร์ตลงทุน มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

เพราะเมื่อลงทุนโดยคำนึงปัจจัยด้าน  ESG นักลงทุนจะเห็นถึงความสามารถในการแข่งขัน  ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การปรับตัว  และการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม  และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท  ว่าจะสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปในอนาคตได้หรือไม่

ในสถานการณ์การลงทุนที่มีความไม่แน่นอน  หากต้องการลดความเสี่ยงด้วยการจัดพอร์ตและลงทุนอย่างยั่งยืน  ก็มีธีมการลงทุนให้เลือกหลากหลาย และควรกระจายการลงทุนให้เหมาะสม โดยในปี  2566 มีธีมการลงทุนอย่างยั่งยืนที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

จากการคาดการณ์ของ International Energy Agency  พบว่าพลังงานหมุนเวียนจะมาเป็นแหล่งพลังงานหลักแทนที่ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกในปี  2568 และคิดเป็น 1 ใน 3 ของพลังงานทั้งหมด  โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  ต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงถึง 82%  โดยมองว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และลมจะลดลง 40 – 50%  ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากเทคโนโลยีการแข่งขันและการประหยัดจากขนาดการผลิต  ซึ่งในกลุ่มนี้โรงไฟฟ้าในยุโรปมีเสถียรภาพและงบดุลแข็งแรงที่สุด ส่วนสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มการเติบโตสูงที่สุด

2. รถยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทาน (Electric Vehicle)

Goldman Sachs และ Deloitte ประเมินว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 18% และ 29% ในอีก 10 – 20  ปีข้างหน้า และจะมีอัตราเร่งตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไปโดยภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูง คือ จีนและยุโรป  โดยการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานนั้นมีตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์  ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนในแบตเตอรี่ การรีไซเคิลแบตเตอรี่

3. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)

สงครามรัสเซีย  – ยูเครน ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกและทำให้พืชผลสำคัญลดลง  ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น  สิ่งนี้ได้ผลักดันให้ผู้นำเข้ากระจายแหล่งอุปทานและมองหาแนวทางแก้ไขเพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้วยการอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องจักรมากขึ้น  ขณะเดียวกัน  บริษัทจำนวนมากเพิ่มการลงทุนในการผลิตหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น

ดังนั้น  ความมั่นคงทางอาหารจึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป  ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ  การแข่งขันทางการค้าในหลายประเทศ รวมถึงจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น  ทำให้ความต้องการปริมาณอาหารเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ธุรกิจอาหารมีบทบาทเพื่อเพิ่มปริมาณอาหารให้มีความเพียงพอกับประชากรโลก

4. การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

หลังจากปี  2563 โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในแทบทุกอุตสาหกรรม  วิถีชีวิตใหม่ทำให้ผู้คนต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้าน การชอปปิงออนไลน์ การทำธุรกรรมทางการเงิน  หรือแม้แต่การศึกษาออนไลน์  ทำให้การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก  และมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น  หมายความว่า องค์กรต่าง ๆ  ทั่วโลกจะจัดงบประมาณเพื่อลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้น  ผลลัพธ์คือ มูลค่าตลาดข


มองธุรกิจด้านนี้จะเติบโตต่อเนื่อง

แม้ว่าการลงทุนอย่างยั่งยืน  ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนที่ดีได้  แต่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนของพอร์ตลงทุนได้  อีกทั้งการลงทุนอย่างยั่งยืนกำลังเป็นเทรนด์การลงทุนในระยะยาวที่กำลังเติบโตมากขึ้น  ดังนั้น  นี่อาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนควรเริ่มหันมาศึกษาและสนใจการลงทุนอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ  : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น  มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด  นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ที่มา : ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Tag

ติดต่อโฆษณา!