ตลาดหลักทรัพย์-โบรกเกอร์ ห่วงมูลค่าการซื้อขายหุ้นลดลง ผลกระทบจากการจัดภาษีการขาย 0.1% | ทันข่าว Today
30 พฤศจิกายน 2565
250

ตลาดหลักทรัพย์-โบรกเกอร์ ห่วงมูลค่าการซื้อขายหุ้นลดลง ผลกระทบจากการจัดภาษีการขาย 0.1%

ตลาดหลักทรัพย์-โบรกเกอร์ ห่วงมูลค่าการซื้อขายหุ้นลดลง ผลกระทบจากการจัดภาษีการขาย 0.1%
Highlight

คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเก็บภาษีจากการขายหุ้น 0.1% คาดเริ่มจัดเก็บไตรมาสที่ 2/2566  ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังทำงานร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยเตรียมกระบวนการรองรับจัดเก็บภาษีขายหุ้นเพื่อให้มีภาระต้นทุนที่ต่ำ และมีประสิทธิภาพในการทำงานของทั้งอุตสาหกรรม ด้านสภาธุรกิจตลาดทุนไทยไม่เห็นด้วย มองว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ตลาดหุ้นไทยจะเสียเปรียบการแข่งขัน เพราะต้นทุนนักลงทุนสูงขึ้นกว่าเดิมมาก

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเก็บภาษีจากการขายหุ้นว่า ตลท.กำลังทำงานร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยเตรียมกระบวนการรองรับจัดเก็บภาษีขายหุ้นเพื่อให้มีภาระต้นทุนที่ต่ำ และมีประสิทธิภาพในการทำงานของทั้งอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ จะเตรียมข้อเสนอในรายละเอียดการจัดเก็บภาษีให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนจากผู้ลงทุนในบางประเภทธุรกรรม ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะแจ้งข้อมูลความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองว่าหากมีการเก็บภาษีขายหุ้น (Financial Transaction Tax) ในอัตรา 0.1% จริง จะกระทบต่อปริมาณการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องด้วยค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 0.11% การเก็บภาษี 0.1% เพิ่มเข้ามาจะทำให้นักลงทุนมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่คาดว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 2-5 เท่าตัว และนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นราว 60%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ก็ต้องดูว่าจะส่งผลกระทบแค่ไหน เนื่องด้วยหลายๆ ธุรกรรมไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียม เช่น Derivative Warrants (DW), Block trade เป็นต้น ซึ่งหากมีการเก็บภาษีขายหุ้นก็ต้องรอดูรายละเอียดว่าจะครอบคลุมในส่วนนี้หรือไม่ หากมีการเก็บทั้งหมดก็จะเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การเก็บภาษีขายหุ้นยังเป็นเพียงขั้นตอนการรับหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาฯเท่านั้น ยังต้องผ่านขั้นตอนของกฤษฎีกา ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่งถึงจะทราบชัดเจนว่าจะเก็บอย่างไร, มีรูปแบบอย่างไร

ส่วนนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า การเก็บภาษีหุ้นกว่าจะเริ่มเก็บจริงก็คงราววันที่ 1 เม.ย. ปี 2566 และเก็บภาษีปีแรกในอัตรา 0.55%

ซึ่งตามผลการศึกษาของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) คาดว่าจะมีผลกระทบต่อมูลค่าการซื้อขาย 20-30% หรือลดลงไม่เกิน 10% โดยการเก็บภาษีแบบขั้นบันไดจะทำให้นักลงทุนเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนจากที่เทรดซื้อขายบ่อยอาจซื้อแล้วถือหุ้นขนาดกลางและใหญ่มากขึ้น และภาครัฐยังมีเวลาให้ปรับตัวกว่าจะเก็บอัตราสูงสุดที่ 0.11% ผลกระทบก็อาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ธุรกิจหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ นักลงทุนรายใหญ่อาจขอต่อรองค่านายหน้า รวมถึงนักลงทุนที่ชอบหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งปกติจะอาศัยสภาพคล่องในตลาดสูงๆ ถ้าสภาพคล่องน้อยลงก็จะทำให้ราคาไม่ค่อยเคลื่อนไหว ตลาด mai ที่เป็นตลาดหุ้นขนาดเล็กก็อาจจะรับผลกระทบจากสภาพคล่องที่ลดลง นอกจากนั้นยังเป็นอุปสรรคต่อสินค้าใหม่ บริษัทจดทะเบียนใหม่ และนักลงทุนใหม่ รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติด้วย

ทั้งนี้ FETCO เคยได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 และได้ทักท้วงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ในช่วงที่ตลาดผันผวนปั่นป่วนอย่างยิ่ง ในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร ทองคำ ค่าเงิน และสินทรัพย์ใหม่ เช่น คริปโต ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อนักลงทุน และจะผันผวนไปอีกระยะ

นอกจากนี้ ยังมีวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นรออยู่ข้างหน้า ซึ่งเริ่มเห็นถึงเค้าลางในบางประเทศ และสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือน้อยกว่าครึ่งของก่อนหน้า

“ขอยืนยันว่า ช่วงนี้จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับเรื่องนี้” นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุน กล่าว

บล.กสิกรไทย มองการเก็บภาษีขายหุ้นของภาครัฐ แม้จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่จะส่งผลลบต่อตลาด โดยภาษีขายหุ้นจะทำให้ มูลค่าการซื้อขายของตลาดลดลง เพราะภาษีขายหุ้น จะลดแรงจูงใจในการเทรดของนักลงทุน โดยเฉพาะธุรกรรมในกลุ่ม high-frequency trading (HFT)

นอกจากนี้ ความนิยมในการซื้อขายหุ้นในตลาดที่ลดลง ส่งผลให้ค่า PE ของหุ้นและตลาดต่ำลง ต้นทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นสูงขึ้น และยังเป็นการลดแรงจูงใจในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะค่า PE ไม่น่าจูงใจ

ด้านบล.เอเซียพลัส ประเมินว่า การเก็บภาษีขายหุ้น คาดว่าจะทำให้รายได้รัฐบาลจะเพิ่มขึ้นปีหน้าประมาณ 6.5 พันล้านบาท โดยอ้างอิงจากมูลค่าซื้อขายปีนี้ แต่จะทำให้ความน่าสนใจการลงทุนลดลง เนื่องจาก Transaction cost ที่สูงขึ้น อาจไม่สอดรับกับมาร์เก็ตแคป ตลาดที่ใหญ่ขึ้นจากเพิ่มขึ้นของหุ้นใหม่ๆ ได้ และน่าจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันตลาดหุ้นโลกลดลง และมูลค่าการซื้อขายจะหดตัวลง อาจส่งผลให้การเรียกเก็บภาษีในระยะยาวมีโอกาสลดลง 

ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่าหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้คือ หุ้นโบรกเกอร์, หุ้นขนาดเล็กที่มี Valuation แพงมีการซื้อขายหนาแน่น และหุ้นที่มีสัดส่วนการใช้มาร์จิ้นสูง 

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี (ครม. ) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง เสนอให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในปีแรก อัตรา 0.05% คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 2/66 

ติดต่อโฆษณา!