06 ตุลาคม 2565
1,085

หุ้นน้ำมันบวกยกแผง ตอบรับมติโอเปกพลัส ไตรมาส4 อาจเห็นราคาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

หุ้นน้ำมันบวกยกแผง ตอบรับมติโอเปกพลัส ไตรมาส4 อาจเห็นราคาแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

Highlight

หุ้นน้ำมันบวกยกแผง ดันดัชนีตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวขึ้นกว่า 13 จุด ตอบรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นจากการประกาศลดการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัสราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เริ่มเดือน พ.ย.นี้ รวมทั้ง Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทย  อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันสูงจะไปกดดันให้อัตราเงินเฟ้อโลกสูงตามไปด้วย ติดตามนโยบายธนาคารกลางต่างๆ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างไรในรอบการประชุมถัดไป


20221006-b-03.jpg
20221006-b-02.jpg

บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส หรือ ASPS มองการประชุมของกลุ่ม OPEC+ มีมติปรับลดกําลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนพ.ย.65 ซึ่งการปรับลดกําลังการผลิตดังกล่าว เป็นการปรับลดกําลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดของ OPEC+ นับตั้งแต่ปี 2563 และเป็นการปรับลดกําลังการผลิตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 (เดือนต.ค.65 OPEC+ มีมติลดกําลังการผลิต 100,000 บาร์เรล/วัน) ประเด็นดังกล่าวทําให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวานนี้ดีดตัวขึ้นยกแผงอีก 1%-2%

ทั้งนี้ในช่วงปี 2563-2564 OPEC+ เคยมีมติลดกําลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำเช่นกัน โดยเดือนก.ค.63 ปรับลด 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส.ค.63-ธ.ค.63 ปรับลด 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในช่วง 1Q64 ปรับลดกําลังการผลิตราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทําให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ในช่วงเวลาดังกล่าวปรับขึ้น 62% ดังนั้นในช่วงสั้นมีโอกาสที่จะเห็นแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นเข้าสู่ระดับใกล้ 100 เหรียญฯ/บาร์เรลได้ 

โดยยังมีแรงเสริมมาจาก การเข้าสู่ฤดูหนาวของฝั่งยุโรป ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริง คาดเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจและทําให้อัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปรับลดลงได้ยากขึ้น โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้ออังกฤษ และ โซนยุโรป ก็แตะระดับ 10%YoY และหากอัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวระดับสูง ก็จะส่งผลให้ความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกของธนาคารกลางหลายแห่งทั้ง FED BOE ECB กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง(ปัจจุบันคาดดอกเบี้ยปลายปี สหรัฐฯ 4.25% อังกฤษ 4.75% ยุโรป 2.25%) และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ในฝั่งประเทศพัฒนาแล้วในระยะถัดไป

สรุป ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับขึ้นสู่บริเวณ 100 เหรียญฯ/บาร์เรล กดดันเศรษฐกิจและเป็นตัวเร่งอัตราเงินเฟ้อให้ทรงตัวระดับสูงต่อไปในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว ประเด็นดังกล่าว กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นในระยะถัดไป

บล.เอเชียพลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในธีม ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นช่วงสั้น เน้นหุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ PTTEP PTT รับอานิสงค์มากสุด ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นรับอานิสงค์รองลงมา เช่น TOP,ESSO, BCP, SPRC เป็นต้น

บล.ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าหุ้นพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นที่น่าได้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หลังจากที่โอเปกพลัส ประกาศปรับลดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 จนถึงสิ้นปี 2566 ซึ่งเป็นการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 โดยฝ่ายวิจัยชอบหุ้น PTTEP แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 200 บาทต่อหุ้น พร้อมกับแนะนำซื้อหุ้น SPRC ให้ราคาเป้าหมายที่ 14 บาทต่อหุ้น รวมถึงแนะซื้อหุ้น TOP ให้ราคาเป้าหมายที่ 66 บาทต่อหุ้น 

ฝ่ายวิจัยดาโอ เชื่อว่าราคาหุ้น PTTEP มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่น่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/65 หลังจากปรับตัวลงในไตรมาส 3/65 จากความกังวลด้านเงินเฟ้อ ขณะที่โรงกลั่นมีโอกาสที่จะเห็นกำไรจากสต็อกน้ำมัน (stock gain) ขณะที่อุปสงค์ของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มดีขึ้นจากอุปสงค์ gas-to-oil switching ในฤดูหนาว

นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าข่าวลดกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปกพลัส จะเป็นปัจจัยผลักดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยวานนี้ราคาสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า Brent สูงขึ้น 1.7% เป็น 93.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ยังคงมุมมองว่าราคาน้ำมันดิบจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/65 แรงหนุนจากโอเปกพลัสที่ปรับลดกำลังการผลิต การจบลงของโครงการปล่อยน้ำมันสำรองยุทธศาตร์ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ของสหรัฐ และการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานทดแทนทำให้เกิดอุปสงค์ gas-to-oil switching ในฤดูหนาว โดยฝ่ายวิจัยยังประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2565 ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล 

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้านี้ปรับตัวขึ้นไปกว่า 10 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากเงินเฟ้อของไทยที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด, หุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นรับอานิสงส์จากราคาน้ำมันฟื้นตัว และมอร์แกน สแตนลีย์ ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียน รวมถึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเปิดสถานะ Long ในตลาดฟิวเจอร์มากขึ้น หลังก่อนหน้านี้อยู่ในสถานะ Short

ทั้งนี้มองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้น่าจะยืนอยู่ในแดนบวกได้ โดยให้แนวรับไว้ที่ 1,585 จุด และแนวต้าน 1,600 จุด แนะจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ในวันศุกร์นี้ และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในวันที่ 13 ต.ค.นี้

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับเพิ่ม หลังผลการประชุมของกลุ่มโอเปกพลัสในวันพุธที่ผ่านมา มีมติปรับลดกำลังการผลิตลงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลก เพื่อตอบสนองอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น และสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัว

อย่างไรก็ดี ตลาดคาดการณ์ว่าทางกลุ่มจะปรับลดกำลังการผลิตจริงลงเพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน พ.ย. เท่านั้น จากการผลิตต่ำกว่าแผนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563

โดยราคาน้ำมันเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 5 ต.ค. 2565 อยู่ที่ 87.76 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +1.24 เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันเบรนต์อยู่ที่ 93.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +1.57 เหรียญสหรัฐ

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐประจำสัปดาห์ สิ้นสุด ณ วันที่ 30 ก.ย. 65 ปรับตัวลดลงกว่า 1.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 429.2 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรล

สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และกดดันทางกลุ่มไม่ให้ปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม ซึ่งหากราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครึ่งเทอมของสหรัฐที่จะมีในวันที่ 8 พ.ย. 65 อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ กำลังประเมินสถานการณ์ พิจารณาว่าจะระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียม ในเชิงกลยุทธ์หรือไม่

ติดต่อโฆษณา!