ทิสโก้ ชวนลงทุนหุ้น Healthcare-Tech ชี้เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางภาวะ ศก.ถดถอย | ทันข่าว Today
26 กรกฎาคม 2565
378

ทิสโก้ ชวนลงทุนหุ้น Healthcare-Tech ชี้เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางภาวะ ศก.ถดถอย

ทิสโก้ ชวนลงทุนหุ้น Healthcare-Tech  ชี้เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางภาวะ ศก.ถดถอย

Highlight

ทิสโก้เผยมุมมองนักวิเคราะห์คาด ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)เตรียมขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบวันพุธที่จะถึงนี้อีก 0.75% สู่ระดับ 2.25-2.50% ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 และคาดเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยใน 24 เดือนข้างหน้า จากสถิติการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตพบว่า หุ้น Energy(-76%) และ Financials (-50%) ในขณะที่หุ้นกลุ่ม Healthcare และ Technology มีผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ +10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

20220726-a-01.jpg

ตลาดคาด Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 75bps ในการประชุมวันพุธนี้

Tisco Advisory ชี้ประเด็นที่ตลาดเฝ้ารอติดตามในสัปดาห์นี้ คือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ซึ่งจะรู้ผลเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 28 ก.ค. ตามเวลาไทย) ซึ่งตลาด (ผลสำรวจของ Bloomberg) คาด Fed จะปรับดอกเบี้ย Federal funds rate ขึ้นในอัตรา 75bps ต่อเนื่องจากการประชุมรอบก่อน สู่ระดับ 2.25-2.50% (จากปัจจุบันที่ 1.50-1.75%) เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ยังขยายตัวสูงอย่างมาก (เงินเฟ้อ CPI เดือน มิ.ย. ขยายตัว 9.1% YoY สูงสุดในรอบกว่า 40 ปี) 

โดยตลาดคาด Fed จะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากนั้น โดยคาด Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นในอัตรา 50bps ในการประชุมเดือน ก.ย. ก่อนที่จะปรับขึ้นในอัตราปกติ 25bps ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.25-3.50% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 

สำหรับปี 2023 ตลาดคาด Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 25bps ในช่วงต้นปี ทำให้ดอกเบี้ยแตะระดับ 3.50-3.75% เป็นระดับสูงสุด หรือ Terminal rate และคาด Fed จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณแผ่วลงและเงินเฟ้อชะลอลงชัดเจน 

โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณแผ่วลงชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขา Atlanta ประเมินจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุด อาทิ กิจกรรมในภาคอสังหาฯ, ภาคการผลิต, ยอดค้าปลีก และดัชนีความเชื่อมั่นอย่าง ISM ว่า GDP ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 มีแนวโน้มออกมาหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน (-1.6% QoQ, saar) ซึ่งจะเท่ากับว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical recession)

อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจจะออกมาหดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2 และเข้าสู่ภาวะ Technical Recession แต่ก็ยังไม่น่าเข้าสู่ภาวะ Recession เต็มรูปแบบตาม NBER (National Bureau of Economic Research) ที่ให้คำจำกัดความการเกิด Recession ว่า กิจกรรมเศรษฐกิจจะต้องหดตัวแรง เป็นวงกว้างและกินระยะเวลามากกว่า 2-3 เดือนขึ้นไป ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวโดยเฉพาะตลาดแรงงาน อาทิ การจ้างงาน และค่าจ้าง ยังคงออกมาแข็งแกร่ง ณ ตอนนี้ ดังนั้น เรามองว่าสหรัฐฯ จะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการในระยะใกล้ แต่ต้องเฝ้าระวังโมเมนตัมอย่างใกล้ชิด

แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่รุนแรงและรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อการเกิด Recession มากขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ (48%) ในผลสำรวจของ Bloomberg เมื่อ 15-20 ก.ค. มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ Recession ในช่วง 24 เดือนข้างหน้า ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อีก 40% มองเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่ขยายตัวหรือหดตัวเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ NBER จะไม่ประกาศ Recession อย่างเป็นทางการ โดยมีเพียงนักเศรษฐศาสตร์ 12% เท่านั้น ที่มอง Fed จะสามารถนำพาเศรษฐกิจไปสู่ Soft landing ได้สำเร็จ

20220726-a-02.jpg
หุ้นกลุ่ม Healthcare และ Tech มีการเติบโตของกำไรในระยะยาวสูง สามารถต้านทานภาวะ Recession ได้

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งล่าสุดบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 รายงานแล้วจำนวน 96 บริษัท คิดเป็นประมาณ 20% ของทั้งหมด ส่วนใหญ่มีผลกำไรดีกว่าตลาดคาด เป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี แผนธุรกิจในระยะข้างหน้าชี้ว่าบริษัทส่วนใหญ่มีแผนรับมือกับเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเตรียมลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เช่น ชะลอการรับพนักงานใหม่ หรือปลดพนักงาน และทบทวนแผนการลงทุน ซึ่งสะท้อนถึงผลประกอบการที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งเรามองว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ตลาดให้ความสนใจในระยะข้างหน้า 

จากการศึกษาผลกำไรของบริษัทในภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในช่วงปี 2000, 2008 และ 2020 รวมถึงช่วงที่กำไรหดตัวลงมากจากราคาน้ำมันในช่วงปี 2015 พบว่า กำไรรวมของตลาด (S&P 500) หดตัวเฉลี่ย -25% นำโดยกลุ่ม Energy(-76%) และ Financials (-50%)

ในขณะที่กำไรของกลุ่ม Defensives เช่น Healthcare โตเฉลี่ยถึง 8% สวนทางกับกำไรของตลาด (S&P 500) นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของกำไรในระยะยาว (CAGR) พบว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา กำไรของกลุ่ม Healthcare ขยายตัวถึง 10% ต่อปี สูงกว่าตลาด (S&P 500) ที่ 7% ต่อปี และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวสูงได้ต่อเนื่องในอนาคต ตามกระแสเมกะเทรนด์สังคมสูงอายุที่เกิดขึ้นทั่วโลก 

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการเติบโตของกำไรในระยะยาวที่อัตราใกล้เคียงกัน (10% ต่อปี) คือ กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งถึงแม้ก่อนหน้านี้จะโดนเทขายอย่างหนักตามนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่เรามองว่าตลาดมีการตอบรับต่อผลกระทบด้านนโยบายไปมาแล้ว ทำให้แรงกดดันดังกล่าวน่าจะเริ่มผ่อนคลายลง และทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี น่าจะเริ่มกลับมา Outperform

ที่มา : TISCO Economic Strategy Unit (ESU), Tisco Advisory, Bloomberg

ติดต่อโฆษณา!