สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไทยไตรมาสแรกปี 65โต 2.2% คาดประมาณการทั้งปีโต 3% หุ้นฟื้นหลังจีนคลายล็อก คริปโทยังปั่นป่วน | ทันข่าว Today
17 พฤษภาคม 2565
305

สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไทยไตรมาสแรกปี 65โต 2.2% คาดประมาณการทั้งปีโต 3% หุ้นฟื้นหลังจีนคลายล็อก คริปโทยังปั่นป่วน

สภาพัฒน์ เผยจีดีพีไทยไตรมาสแรกปี 65โต 2.2% คาดประมาณการทั้งปีโต 3% หุ้นฟื้นหลังจีนคลายล็อก คริปโทยังปั่นป่วน
Highlight

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2565 อยู่ที่ 2.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 1.1% คาดการณ์การเติบโตทั้งปีที่ 2.5-3.5% แนวโน้มท่องเที่ยวฟื้นตัวดี เนื่องจากสถานการณ์โควิดเริ่มผ่อนคลาย แต่ประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อไป ด้านตลาดหุ้นฟื้นตัวอรงหลีงจากจีนคลายล็อกมาตรการโควิด ส่วนตลาดคริปโทยังผันผวน LUNA กลับมาเทรดใหม่และเตรียมเปลี่ยนชื่อ


ไทยแม้เผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้านในไตรมาสแรกปี 2565 ทั้งเรื่องการแพร่ระบาดของโควิดโอมิครอนและภาวะสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง เป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่การเติบโตเศรษฐกิจยังสูงถึง 2.2%  สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ซึ่งเป็นเรื่องสัญญาณที่ดี รวมทั้งข่าวประเทศจีนผ่อนคลายมาตรการโควิด ทำให้วันนี้บรรยากาศการลงทุนสดใส ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดีดขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้ ในช่วงการซื้อขายภาคเช้าของวันนี้ (17 พ.ค.)

สภาพัฒน์ หรือ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2565 อยู่ที่ระดับ 2.2% ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

20220517-a-01.jpg

เนื่องจากมีการผ่อนคลายมาตรการการล็อกดาวน์โควิด กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ทำให้การบริโภคขยายตัวได้ 3.9% ขณะที่การส่งออกอยู่ที่ 10.2% แต่การก่อสร้างปรับลดลงอยู่ที่ระดับ -5.5%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ยังเป็นปัจจัยลบ กดดันเศรษฐกิจให้เติบโตช้า แต่ยังสามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน นายดนุชากล่าว 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนโลกก็คือ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เพราะมีผลต่อพลังงานและการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย และข้าวสาลี ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรดังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

รวมทั้งนโยบายซีโร่โควิด ของจีนที่เข้มข้นทำให้กระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ดังนั้น สศช.ได้ปรับคาดการณ์จีดีพีทั้งปี 2565 ลงจากระดับ 3.5 – 4.5% เหลือ 2.5 – 3.5% หรือค่ากลางที่ 3 %

โดยคาดการณ์ค่าเงินบาทที่ 33 - 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ 95 – 105.5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี เครื่องยนต์หลังที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การส่งออก และการท่องเที่ยว ที่ต้องมาลุ้นในช่วงเวลาที่เหลือปีนี้ หลังผ่อนคลายมาตรการโควิดแล้วจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมาได้มากน้อยเพียงใด 

สำหรับในไตรมาสแรกปีนี้ ภาคเกษตรขยายตัว 4.1% และนอกภาคเกษตรขยายตัวได้ 2% โดยภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดีถึง 12% ส่วนการนำเข้าขยายตัวได้ 6.7%

ส่วนการอุปโภคบริโภคของภาครัฐขยายตัวได้ 4.6% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ 3.9% ส่วนภาคโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวได้มากถึง 29.1% ตามการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้น 

โดยในไตรมาสแรก ปี 2565 นี้ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากถึง 5 แสนคน มากกว่าปีที่แล้วทั้งปีจากมาตรการการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ และสถานการณ์โควิดที่คลี่คลายลง รวมทั้งการรับวัคซีนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้เริ่มมีความมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น 

20220517-a-02.jpg

การดึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเข้ามายังประเทศไทยในมาตรการ LTR Visa ต้องทำให้ชัดเจน และทำทันทีที่ประกาศจากกระทรวงมหาดไทยมีผลบังคับใช้ เพื่อให้อยู่ได้นานและมีการใช้จ่ายได้นานขึ้น และการดูแลเรื่องกำลังซื้อของประชาชน

รวมทั้งการดูแลภาคครัวเรือนมากขึ้นเพื่อปัญหาหนี้ครัวเรือนลง และควบคุมราคาสินค้าจำเป็น และดูแลกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ สศช.ยังขอให้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศก่อนและขอให้เที่ยวต่างประเทศเท่าที่จำเป็น เพราะแม้ขณะนี้อัตราการเข้าพักในไทยถึง 40% แต่ควรที่จะเพิ่มมากขึ้นซึ่งคนไทยต้องช่วยกันท่องเที่ยวให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เงินเฟ้อ และราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ราคาวัตถุดิบเริ่มสูงขึ้น โดยบางประเทศเริ่มจำกัดการส่งออก วัตถุดิบในเรื่องปุ๋ย อาหาร เช่น ข้าวสาลี ซึ่งไทยต้องพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
 
ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะมีผลกระทบได้มาก รวมทั้งในเรื่องของชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบในวงกว้าง คงต้องดำเนินการจัดหาทดแทนบางส่วน” เลขาธิการ สศช.กล่าว

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33 - 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ 95 – 105.5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

สำหรับการใช้งบประมาณเพิ่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด ดังนั้น “ครึ่งเฟส 5 จึงยังคงดูความจำเป็นตามสถานการณ์ 

20220517-a-03.jpg

ประเทศจีนผ่อนคลายมาตรการโควิด ดันหุ้นเอเชียสดใส

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของสัปดาห์นี้ เมื่อจีนประกาศผ่อนคลายนโยบายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้คาดการณ์การค้าและเศรษฐกิจเอเชียค่อยๆฟื้นตัวได้ 

บล.เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) (KTBST) ส่องหุ้นกลุ่ม Shipping & Logistics เซี่ยงไฮ้เริ่มผ่อนคลายล็อกดาวน์ อนุญาตธุรกิจบางส่วนเปิดดำเนินการ และอาจยุติมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 22 นี้ 

ฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกต่อข่าวดังกล่าว โดยจีนได้มีมาตรการล็อกดาวน์กรุงเซี่ยงไฮ้อย่างเข้มงวดซึ่งเป็นเมืองค้าขายหลักของจีน มานานกว่า 6 สัปดาห์ 

ดังนั้น หากจีนมีการคลายและยุติล็อกดาวน์เมื่อไหร่ คาดว่าจะมี pent up demand ของการขนส่งมาเป็นจำนวนมาก 

โดยนับตั้แต่ต้นปี ค่าระวาง Shanghai Containerized Freight Index (SCFI) ปรับตัวลงมา -18% ทั้งจากปัจจัย seasonality ที่มีช่วงวันหยุดยาวอย่างตรุษจีน และยังมีมาตรการล็อกดาวน์ของจีนในช่วงปลายไตรมาส 

ทีเคบีเอสทีคาดว่า ค่าระวางจะเริ่มฟื้นตัวหลังจีนคลายล็อกดาวน์ อีกทั้งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลขนส่งอีกครั้งช่วงปลาย Q2 ตลอดไปจนถึง Q3 ที่ประเทศต่างๆ จะเริ่มมีการตุนสินค้าสำหรับเทศกาลสิ้นปี 

ดังนั้น จึงมุมมองว่าค่าระวางจะยืนสูงตลอดทั้งปี คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม Shipping & Logistics เป็น “Overweight” โดย Top picks ของกลุ่มได้แก่ LEO, WICE และ TTA 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อเวลา 12.20 น. SET Index เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,604.38 จุด เพิ่มขึ้น 19.95 จุด +1.16% มูลค่าซื้อขาย 43,654 ล้านบาท หุ้นกลุ่ม bank และ non-bank มีการซื้อขายคึกคัก นำโดย SCB,KBANK,TTB,KTB และ KTC 

สถานการณ์ตลาดคริปโตแม้ผ่อนคลายขึ้นบ้างแต่ยังคงผันผวนสูง

ด้านตลาดคริปโต Bitcoin ฟื้นตัวยืนเหนือ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจาก coingecoko.com ล่าสุดเมื่อเวลา 12.20 น.ของวันที่ 17 พ.ค. อยู่ที่ 30,326.11 ดอลลาร์สหรัฐ Ethereum อยู่ที่ 2,074.16 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ LUNA ที่กลับมาเทรดอีกครั้ง โดยราคาอยู่ที่  $0.00018599 ลดลง 23%ในรอบ 24 ชม.Terra USD(UST) $0.101396 ลดลงประมาณ 30% ในรอบ 24 ชั่วโมง 

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 16 พ.ค. โด ควอน ผู้ร่วมก่อตั้ง Terra Luna Blockchain ทวีตแยกบล็อกเชนออกเป็น Terra และ Terra Classic ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเหรียญ LUNA เก่าจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น LUNC 

เขากล่าวว่า Terraform Labs มีแผนที่จะกอบกู้ Terra กลับมา โดยหวังจะแยกบล็อกเชนออกเป็น 2 ส่วน โดยบล็อกเชนใหม่คือ Terra Luna Blockchain ซึ่งมีโทเคนคือ LUNA โดยที่บล็อกเชนใหม่นี้จะไม่เชื่อมโยงกับ TerraUSD (UST) เหมือนเดิม ในขณะที่บล็อกเชนเก่าคือ Terra Blockchain จะยังคงอยู่ต่อไปและยังเชื่อมโยงกับ UST โดยจะเปลี่ยนชื่อเป็น Terra Classic (LUNC) 

แผนดังกล่าวของ โด ควอน จะต้องผ่านการประชุมของทีมงานในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ และหากโหวตผ่าน LUNA บล็อกเชนใหม่จะเริ่มใช้งานในวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 

ภายใต้แผนดังกล่าว เหรียญ LUNA ใหม่จะแจกจ่าย (Airdropped) ให้กับผู้ถือเหรียญ LUNC และ UST รวมทั้งผู้พัฒนาของ Terra Classic นอกจากนี้ Wallet ของ Terraform Labs ตาม Address ‘terra1dp0taj85ruc299rkdvzp4z5pfg6z6swaed74e6’ จะถูกลบทิ้ง

สำหรับเหรียญ LUNC จะถูกจำกัดไว้ที่ 1 พันล้านโทเคน โดย 25% จะถูกแบ่งให้กับ Community Pool, 5% แบ่งให้กับผู้พัฒนา และอีก 70% แบ่งให้กับผู้ถือเหรียญ LUNC และ UST โดยจะทยอยกระจายในเดือนพฤษภาคมนี้

แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนไม่เขื่อมั่นในระบบของTerra Blockchain เสียแล้ว หลังจากเหรียญ LUNA แตกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยราคาเฉียด 0 และหลายแพลตฟอร์มได้ถอนออกจากเว็ปเทรด ก่อนที่จะกลับมาเปิดใหม่อีกรอบแต่เหมือนจะไม่ฟื้นกลับอีกแล้วและส่งผลให้ Stable coin เหรียญอื่นๆได้รับผลกระทบไปด้วย

ติดต่อโฆษณา!