หุ้นเทคฯ - หุ้นจีน ยังน่าสนใจแค่ไหน? | ทันข่าว Today
05 พฤศจิกายน 2564
1,804

หุ้นเทคฯ - หุ้นจีน ยังน่าสนใจแค่ไหน?

Highlight
ธีมการลงทุนที่ถูกถามถึงมากที่สุดสองธีม คือหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหุ้นที่ท็อปฟอร์มมากๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา และหุ้นจีน ซึ่งถูกถามถึงในแง่ของความน่าสนใจ เพราะในระยะยาว ทุกคนเชื่อว่าจีนจะโตได้อีกไกลแน่ แต่ในระยะสั้น ก็ดูเหมือนนโยบายของภาครัฐจะคาดเดาลำบากและอาจกระทบกับการทำธุรกิจอย่างมากได้ ทันข่าว Today มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุนมือทอง คุณติยะชัย ชอง กรรมการผู้จัดการ บลจ. ฟิลลิป มองว่าหุ้นเทคโนโลยียังน่าสนใจ แต่ควรหลีกเลี่ยง หุ้นที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐที่มีความไม่แน่นอนสูง

มองจีนอย่างไร? เมื่อนโยบายยากที่จะคาดเดา

คุณติยะชัยมองว่า หากพิจารณาให้ดี เราจะเห็นว่านโยบายของจีนหลายๆอย่าง แม้จะกระทบกับตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่ความจริงล้วนเป็นนโยบายที่ดี อย่างเช่น ลดเวลาการเล่นเกม หรือการเรียนกวดวิชาที่มากเกินไปของเด็ก

และนโยบายที่ออกมา ก็ไม่ใช่จะเป็นลบกับหุ้นเสมอไป อย่างการที่จีนกำลังขาดแคลนพลังงาน และเลือกประหยัดพลังงานไว้ใช้ในฤดูหนาว ก็มองว่าเป็นปัจจัยบวกสำหรับกองทุนรวม P-CGREEN ที่ฟิลลิปเข้าไปลงทุนในหุ้นพลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากจะเข้าลงทุนในจีน ก็ต้องดูเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจีนต้องมีนโยบายต่างๆ ออกมาด้วย
 
อย่างกรณีของบริษัท Evergrande ที่มีหนี้สินจำนวนมาก การที่รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมถือเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม หรือการที่รัฐบาลจำกัดการใช้ไฟฟ้า เพราะเหตุผลสำคัญที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้เพียงพอในฤดูหนาว เพื่อให้มีความมั่นคงทางพลังงาน อย่างนี้เป็นต้น

แล้วหุ้นอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงบ้าง?
 
นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีความเสี่ยงจากนโยบายรัฐ แต่ลงทุนกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลจีน ปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนในประเทศจีน คือ นโยบายของรัฐบาล
 
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองระยะยาว ประเทศจีนเป็นประเทศมหาอำนาจ มีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวยังดีแน่นอน
 
การลงทุนระยะสั้น ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดการใช้ไฟฟ้า เช่น Manufacturing กลุ่มธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในการผลิต หลีกเลี่ยงธุรกิจ เช่น Steel Manufacturing (เหล็ก), Textile (สิ่งทอ) ซึ่งจะมีความเสี่ยงในระยะสั้น หากถ่านหินขาดตลาดหรือมีราคาสูง
 
และก็ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มธุรกิจที่มีหนี้สินจำนวนมาก หรือหุ้นกู้ของอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนี้สินสูง เช่น Evergrande นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการลงทุน

แล้วกลุ่มที่ยังน่าสนใจ นอกเหลือจากพลังงานสะอาด ยังมีหรือไม่?
 
คุณติยะชัยมองว่ากลุ่มที่น่าสนใจลงทุน คือกลุ่ม Technology ของจีน แต่อาจต้องรอจังหวะในการเข้าซื้อสักหน่อย แต่เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะ Tencent , Alibaba เพราะธุรกิจมีความมั่นคง สำหรับการลงทุนในระยะสั้นหากนักลงทุนยังไม่แน่ใจทิศทางนโยบายรัฐบาลจีน อาจจะชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพราะมองว่ามีกลุ่มธุรกิจอื่นน่าสนใจกว่า

หากอยากลงทุนในจีนให้ประสบความสำเร็จ ต้องพิจารณาอะไร?
 
คุณติยะชัยมองว่า นโยบายของรัฐและข่าวสารที่รวดเร็วแม่นยำ คือเรื่องสำคัญ อย่างฟิลลิปเอง ได้คุยกับนักวิเคราะห์และ Partner ที่ประเทศจีนโดยตลอด เช่น หากดูตามข้อมูล ช่วงที่รัฐบาลจีนจำกัดในการใช้ไฟฟ้า จะมี 2 กลุ่มธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบ 1.กลุ่มพลังงานสะอาด เพราะประเทศจีนมีนโยบายในการรักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนพลังงานทางเลือก ต้องการมีความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐบาลจีนจะส่งเสริมธุรกิจพลังงานทางเลือกอย่างเต็มที่ เพราะไม่ต้องการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ 2.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่ประเทศจีนสนับสนุน เพื่อต้องการผูกขาดตลาด ทั้งหมดของ Ecosystem ในธุรกิจรถ EV ส่วนประกอบสำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ขาดตลาดตอนนี้ คือ แบตเตอรี่ลิเธียม
 
ปัจจุบันประเทศจีนไม่ได้ผลิตแค่แบตเตอรี่ราคาถูกที่สุด แต่ยังเป็นแบตเตอรี่ที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดด้วย รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดอย่าง Tesla ก็เปลี่ยนนโยบายมาใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตจากประเทศจีนด้วย

ถามถึงกองเทคโนโลยีอย่าง PWIN กันบ้าง ผลตอบแทนปีที่ผ่านมาถือว่าโดดเด่น ปีนี้เป็นอย่างไร?
 
นโยบายหลักของกองทุน PWIN ไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดตลอดเวลา แต่จะพยายามสร้างผลตอบแทนกับความเสี่ยงที่เหมาะสม ทำให้เราต้องปรับการลงทุนให้ดีและเหมาะกับความเสี่ยงตลอดเวลา
 
ยกตัวอย่าง ปี 2564 นโยบายการเงินและการคลัง ที่ปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น เราต้องประเมินว่ากลุ่มธุรกิจอะไรบ้างมีความเสี่ยง ซึ่งเราต้องยอมรับว่ากลุ่มเทคโนโลยีในบางช่วงอาจมีความอ่อนไหวกับการขึ้นดอกเบี้ย กลุ่มเทคโนโลยียังมีความน่าสนใจในระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน นโยบายการเงินและการคลังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจะลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มเหล่านี้ และจะปรับการลงทุนใหม่ไปลงทุนธุรกิจที่มี 2 มิติ

1. ธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอในทุกสภาวะตลาด เช่น Microsoft , Apple ถึงแม้นโยบายการเงินการคลังจะปรับเพิ่มหรือลดดอกเบี้ย กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกต้องใช้ในชีวิตประจำวัน (Stable Cash Flow)
 
2. การปรับเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยลบสำหรับ Portfolio เพราะมีบางธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์กับการขึ้นดอกเบี้ย เช่นกลุ่ม Financial เมื่อขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้ธุรกิจได้กำไรเพิ่มขึ้น กลยุทธ์การลงทุนของ PWIN จะเลือกลงทุนเฉพาะธุรกิจที่มี Growth Driver ระยะยาว กับการที่มีการเปลี่ยนของเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมผู้บริโภค
 
หรือกลุ่ม Financial ก็น่าสนใจ ตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงของการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์ คือ ตลาดหลักทรัพย์ Broker Dealer , Electronic Broker Dealer ซึ่งปี 2564 PWIN ได้เข้าไปลงทุนในกลุ่ม Financial กลุ่มที่มี Cash เติบโตต่อเนื่อง เช่น Microsoft , Apple และกลุ่ม Healthcare บริษัทที่ผลิตวัคซีนและยารักษา COVID-19 ล้วนได้รับประโยชน์ รวมถึงบริษัทที่ผลิตยารักษาโรคอื่นๆ ด้วย ซึ่งเราจะลงทุนกลุ่มนี้
 
กองทุน PWIN ต้องการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้าในระยะยาว การบริหารกองทุนของ Phillip ไม่ว่าจะเป็น PWIN หรือ PWINRMF เราบริหารเพื่อเป้าหมายการลงทุนระยะยาว 5-7 ปีขึ้นไป เราบริหารแบบ Active หาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่ใช่ลงทุนแต่หุ้นเทคอย่างเดียว แล้วถือไปเรื่อยๆ แต่เราจะปรับพอร์ตให้เหมาะกับสถานการณ์ กองทุน PWIN เหมาะสมกับลูกค้าที่มีความมั่นใจกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ Active เรามีทีมงานที่คอยดูแลการลงทุนทั้งการหาโอกาสใหม่ๆ และการควบคุมความเสี่ยง และหาข้อมูลอัพเดทให้รวดเร็ว ทันสถานการณ์
ติดต่อโฆษณา!