ประเมินแนวโน้มหุ้นไทยสัปดาห์นี้ | ทันข่าว Today
25 ตุลาคม 2564
240

ประเมินแนวโน้มหุ้นไทยสัปดาห์นี้

ประเมินแนวโน้มหุ้นไทยสัปดาห์นี้
Highlight
เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม สัปดาห์นี้น่าจะทยอยเห็นการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตลาดหุ้นมีโอกาสเคลื่อนไหวอย่างไร มีปัจจัยอะไรน่าจับตามองบ้าง ทันข่าว Today รวบรวมมาฝาก


บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสำหรับสัปดาห์นี้ (25-29 ต.ค.) มีแนวรับที่ 1,630 และ 1,615 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 และ 1,675 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์โควิด ผลประกอบการไตรมาส 3/64 ของบจ. ทิศทางเงินลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนทิศทางราคาน้ำมันโลก

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Index เดือนก.ย.รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/64 ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ การประชุม BoJ และ ECB ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/64 และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนต.ค.ของยูโรโซน ตลอดจนกำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย.ของจีน

โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (18-21 ต.ค.) หุ้นไทยร่วงลงแรงระหว่างสัปดาห์ แต่ฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงปลายสัปดาห์ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,643.42 จุด เพิ่มขึ้น 0.31% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 79,001.31 ล้านบาท ลดลง 8.61% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.94% มาปิดที่ 559.65 จุด

ด้านนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งไซด์เวย์ แม้จะมีปัจจัยบวกในประเทศจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ มาช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยว และภาคการบริโภคให้ฟื้นตัวขึ้นได้ รวมถึงยังมีการผ่อนเกณฑ์มาตรการ LTV ด้วย แต่ตลาดยังกังวลราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ไปกดดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้นโยบายการเงินในต่างประเทศอาจมีการเปลี่ยนเปลงเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้แกว่งแคบทั้งในแดนบวก-ลบราว 0.1-0.2% ท่ามกลางการรอดูการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในสัปดาห์นี้ อีกทั้งต่างก็ยังจับตาหนี้ของบริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป และสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในจีนที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อในหลายมณฑลของจีนพร้อมให้แนวรับ 1,638 ถัดไป 1,633-1,634 จุด ส่วนแนวต้าน 1,650-1,652 จุด
ประเด็นพิจารณาการลงทุน

ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (22 ต.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,677.02 จุด เพิ่มขึ้น 73.94 จุด (+0.21%), ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,544.90 จุด ลดลง 4.88 จุด (-0.11%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,090.20 จุด ลดลง 125.50 (-0.82%)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียว ร่วงลง 277.72 จุด ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกง ลดลง 106.15 จุด ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีน ลดลง 8.34 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (21 ต.ค.) 1,643.42 จุด เพิ่มขึ้น 5.87 จุด (+0.36%)

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,832.73 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 64

ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน พ.ย.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (22 ต.ค.) ปิด 83.76 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.26 ดอลลาร์ หรือ 1.5%

ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (22 ต.ค.) อยู่ที่ 7.95 ดอลลาร์/บาร์เรล

เงินบาทเปิด 33.30 แข็งค่าจากสัปดาห์ก่อน สอดคล้องภูมิภาค คาดกรอบวันนี้ 33.20-33.35

ร.ฟ.ท.-ซีพี เดินหน้าแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง เยียวยาผลกระทบโควิด ยืดจ่ายค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์เป็น 6 ปี เร่งแก้สัญญาใน 3 เดือนจบ หวั่นส่งมอบพื้นที่เริ่มก่อสร้างล่าช้า เผย "แบงก์" เบรกปล่อยกู้ ยก 3 เหตุผล แอร์พอร์ต เรลลิงก์ซบเซา รัฐบาลหนุนอีอีซี ลดลง ชี้ "ซีพี" กู้ชนเพดานแล้ว

หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และหัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 7 เปิดเผยว่า ราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้จากราคาน้ำตาลส่งมอบล่วงหน้าเดือน มี.ค.66 อยู่ที่ 18.35 เซนต์ต่อปอนด์ และในช่วงปี 64 ราคาก็สูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากบราซิล ผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่สุดของโลกประสบปัญหาภาวะภัย แล้งทำให้หลายฝ่ายมองว่าผล ผลิตจะลดต่ำลงจึงทำให้ราคาตลาดโลกปรับขึ้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ออสเตรเลียได้ประกาศยุติการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) กับสับปะรดกระป๋อง สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (ขนาดมากกว่า 1 ลิตร) และสำหรับผู้บริโภค (ขนาดไม่เกิน 1 ลิตร) และกระจกโฟลตใสจากไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.64 เป็นต้นไป โดยสับปะรดกระป๋อง ออสเตรเลียได้ประกาศให้ยุติการใช้มาตรการกับสินค้าทั้งจากไทยและฟิลิปปินส์ เพราะอุตสาหกรรมในออสเตรเลียไม่ได้รับความเสียหายจากสินค้านำเข้าทั้ง 2 ประเทศแล้ว ถือเป็นการปิดฉากการใช้มาตรการเอดี โดยเรียกเก็บอากรเอดีกับสับปะรดกระป๋องจากไทยในอัตรา 2.6-28.6% ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. (ราคารวมค่าระวางเรือและค่าประกัน) ยาวนานถึง 20 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.44

อดีตกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต เปิดเผยว่า สนับสนุนการผ่อนคลายมาตรการ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)คาดกระตุ้นในเกิดธุรกรรมซื้อขาย การจ้างงานและการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า

หุ้นเด่นวันนี้

  • GLORY (บมจ. รุ่งเรืองตลอดไป) เทรดวันนี้วันแรก ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีราคาขาย IPO ที่ 2.80 บาท/หุ้น บล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายฯ คาดกำไรปี 2564-2566 โตเฉลี่ย +39% CAGR ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 3.40 บาท โดบบริษัทฯเป็น Start-up platform online นิยายและการ์ตูนที่มีช่องทางจำหน่ายหลักผ่านเว็บไซต์ "Kawebook.com" และแอปพลิเคชั่น "Kawebook งานวรรณกรรมมีทั้งที่แปลจากต่างประเทศและจากผู้เขียนในไทย รายได้นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทปี 2560 โตต่อเนื่อง แต่กำไรในปี 2561-2563 โตเพียง +6% CAGR เพราะอยู่ในช่วงขยายธุรกิจ เงินที่ได้จาก IPO จะนำไปซื้อลิขสิทธิ์ พัฒนา platform ขยายตลาดในและต่างประเทศ

  • AP (กรุงศรี) "ซื้อ"เป้า 10 บาท มี Sentiment บวกแบงก์ชาติประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กับผู้ซื้อบ้านหลังแรกที่ราคามากกว่า 10 ล้านบาทและผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 ที่ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทสามารถกู้ได้เต็มจำนวน(LTV100%) เป็นบวกกับ AP เพราะมีโครงการเปิดขายและมี Inventory มากสุดของกลุ่ม

  • M (ฟินันเซีย ไซรัส) "ซื้อ"เป้า 62 บาท คาดผลการดำเนินงานฟื้นตัวเร็วและกลับมามีกำไรอีกครั้งระดับ 350-400 ลบ.ใน Q4/64 จากการคลาย Lockdown และสามารถเปิดให้บริการได้ถึง 4 ทุ่มอีกครั้ง และสะท้อนถึง Brand Awareness ที่แข็งแรง และคาดกำไรผ่านพ้นจุดต่ำสุดทั้งใน Q3/64 และ 2564 ที่ถูกกระทบรุนแรงจากโควิด-19 ขณะที่ปี 2565 คาดกำไรฟื้นตัวแรงเป็น 2,254 ลบ. และเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้แนวรับ 54-53 บาท แนวต้าน 56-56.25 ถัดไป 57 บาท

  • SCB (เอเชีย เวลท์) "ซื้อ"เป้า 150 บาท จากแนวโน้มของการฟื้นตัวของผลประกอบการในช่วงปี 65 จากค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองที่ลดลง และปัจจัยบวกจากความคืบหน้าการปรับโครงสร้างองค์กรที่จะเริ่มเห็นความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี 65 ทั้งนี้ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิของปี 64 และ 65 มาอยู่ที่ 36,409 และ 42,555 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนจากปัจจัย (1) การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม 9M64 ที่เติบโตได้ดีกว่าคาด และเป้าหมายทางการเงินของธนาคาร (2) แนวโน้มของคุณภาพสินเชื่อที่ดีกว่าคาดจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐและธนาคารส่งผลให้คาดว่าแนวโน้มของค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองจะทยอยปรับตัวไปสู่ระดับปกติได้เร็วกว่าที่คาด