นักวิเคราะห์แนะลงทุนหุ้นน้ำมัน คาดราคาอาจแตะ 100 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล | ทันข่าว Today
07 ตุลาคม 2564
435

นักวิเคราะห์แนะลงทุนหุ้นน้ำมัน คาดราคาอาจแตะ 100 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์แนะลงทุนหุ้นน้ำมัน คาดราคาอาจแตะ 100 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล
Highlight

ราคาน้ำมันยังไปต่อ นักวิเคราะห์แนะนำลงทุนหุ้นผลิตน้ำมันต้นน้ำ

  • นักวิเคราะห์คาดราคาน้ำมันอาจแตะ 100 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล
  • ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว 
  • โอเปก ยังคงไม่เพิ่มกำลังการผลิต 
  • นักวิเคราะห์แนะนำลงทุนผู้ผลิตต้นน้ำและโรงกลั่น


ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องโดยนักวิเคราะห์คาดว่า อาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ หากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันอย่าง “โอเปกพลัส” ไม่เร่งเพิ่มการผลิต เนื่องจากความต้องการพลังงานในช่วงฤดูหนาวสูงขึ้น

ประเทศไทยแม้จะตั้งอยู่ในเขตร้อน ไม่มีภาวะการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว แต่เราเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ซึ่งนำมันเป็นทั้งต้นทุนในการเดินทางและขนส่งสินค้า ดังนั้นไทยก็ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันและถ่านหินที่ปรับสูงขึ้นทั่วโลกในเวลานี้เช่นเดียวกัน

นายจอห์น ดริสคอลล์ นักวิเคราะห์จากบริษัท JTD Energy Services คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว และจากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ยังคงยึดมั่นในข้อตกลงด้านการผลิต

ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 ต.ค. โอเปกพลัสประกาศเจตนารมณ์ที่จะยึดมั่นตามข้อตกลงเดิมในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 400,000 บาร์เรล/วัน ในแต่ละเดือน แม้ว่าถูกกดดันจากนานาประเทศให้เพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าระดับดังกล่าวเพื่อชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันก็ตาม โดยในปีนี้ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นไปแล้วถึง 50%

นายดริสคอลล์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ก็อาจไม่ใช่ระดับที่ยั่งยืน

“ผมคิดว่า หากทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด คือหากสภาพอากาศเลวร้าย, เกิดปัญหาระบบพลังงานขัดข้อง, การลำเลียงขนส่งสะดุดลง หรือเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน สถานการณ์เหล่านี้อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็คาดว่าสถานการณ์ในลักษณะนี้จะไม่ยั่งยืน” นายดริสคอลล์กล่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (4 ต.ค.) ผลการประชุมโอเปกพลัสเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 1.74 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 77.62 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) เพิ่มขึ้น 1.98 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 81.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2561

เมื่อ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ตลาดยังคงขานรับมติการประชุมของโอเปกพลัส ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 1.31 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 78.93 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. 2557 และราคาน้ำมันเบรนท์เพิ่มขึ้น 1.30 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 82.56 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2561

ล่าสุด (7 ต.ค.)ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงเกือบ 1% หลุดระดับ 77 ดอลลาร์ในการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกที่ตลาดเอเชียช่วงเช้านี้ หลังสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวของความต้องการใช้น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 200,000 บาร์เรล

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกร กล่าวว่า ราคาน้ำมัน จะยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นในไตรมาสที่ 4 เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้น เพราะกำลังเข้าสู่ช่วง(ดูหนาว และจากภาวะการขาดแคลนพลังงานทั่วโลก 

“เรายังชอบหุ้นธุรกิจต้นน้ำมากกว่าปลายน้ำในระยะสั้น ด้านราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นจนถึงสิ้นปีนี้ซึ่งกดดันค่าการตลาดขายปลีกน้ำมัน” นักวิเคราะห์กล่าว

นอกจากนี้การที่  OPEC คงแผนการผลิตเดือน พ.ย. คาดราคาน้ำมันจะสูงขึ้นและอัตรากำไรของน้ำมันให้ความร้อน (heating oil) จะปรับตัวดีขึ้นจากการขาดแคลนพลังงานทั่วโลก

ในขณะที่รัฐบาลไทยประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลและลดปริมาณผสม B100 ในดีเซล ทำให้ upside ของค่าการตลาดน้ำมันดีเซลมีจำกัดแต่กระทบต่ออุปสงค์ B100 เล็กน้อย

มุมมองการลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์กสิกร มีความเห็นว่า ผู้ผลิตต้นน้ำและโรงกลั่น ได้ประโยชน์ในการปรับขึ้นของราคาน้ำมันมากกว่าผู้ประกอบการขายปลีกน้ำมันปลายน้ำในระยะสั้น เช่น ธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P) และโรงกลั่นซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำเนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นตามปริมาณน้ำมันคงคลังของ OECD ที่ลดลงจนถึงสิ้นปี 2564 หรือสิ้นสุดช่วงฤดูหนาวในต้นปีหน้าเป็นอย่างช้า 

หุ้นเด่น ของ บริษัทหลักทรัพย์กสิกร สำหรับกลุ่มพลังงานยังคงเป็น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ  PTTEP (“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 131.0 บาท) และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC (“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.10 บาท) 

“เรายังคงมุมมองเดิมที่ว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มขายปลีกน้ำมัน แม้โดยพื้นฐานแล้วเรายังคงชอบธุรกิจขายปลีกน้ำมันในระยะยาว เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันจะกลับตัวเป็นแนวโน้มขาลงในปี 2565 และจะได้ประโยชน์จากทิศทางค่าการตลาดที่ดีขึ้นต่อเนื่องและการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันในประเทศในปี 2565-2566” นักวิเคราะห์ กล่าว 

PTTEP : ได้ประโยชน์จากน้ำมันดิบ ซึ่งปิดที่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีติดต่อกันเป็นวันที่สอง รับการตัดสินใจ OPEC+ และ สถาการณ์พลังงานปัจจุบัน และคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 1.01 หมื่นล้านบาท ดีขึ้นเมื่อเทียบดับช่วงเดียวดันของปีก่อนและเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา  จากกำไรปกติที่โตขึ้นและ oil hedging loss ที่ลดลง

นอกจากนี้ ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทถ่านหิน ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น BANPU, AGE, LANNA  เนื่องความต้องการที่อยู่ในระดับสูง  ขณะที่สต็อกถ่านหินทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ราคาถ่านหินปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก Demands ในฤดูหนาว และประเทศจีนขาดแคลนเชื้อเพลิงไฟฟ้า เป็นปัจจัยหนุนราคา คาดว่าผลประกอบการหุ้นกลุ่มถ่านหินปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์กสิกร