23 มีนาคม 2565
1,555

ไทยพบเดลตาครอน 73 ราย สธ.อยู่ระหว่างการติดตามผล เชื่อว่าระบาดน้อย

ไทยพบเดลตาครอน 73 ราย สธ.อยู่ระหว่างการติดตามผล เชื่อว่าระบาดน้อย
Highlight

สธ.เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 กรณีสายพันธุ์เดลตาครอน พบแล้วในไทย 73 ราย อยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามอาการ และการหลบภูมิคุ้มกัน  เดลตาครอนเป็นลูกผสมระหว่างโอมิครอนกับเดลตา (BA.1 กับ AY.4) เริ่มพบการระบาดแล้วในฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมัน เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ ในขณะที่ในไทยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ BA.2.2 และ BA.2.3 เพิ่มขึ้นอีกด้วย


นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 กรณีสายพันธุ์เดลตาครอน ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างโอมิครอนกับเดลตา (BA.1 กับ AY.4) ว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) เริ่มพบการระบาดแล้วในฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมัน เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ 

โดยข้อมูลจากฐานข้อมูล GISAID พบเดลตาครอนแพร่ระบาดในช่วงต้นปี 65 ซึ่งเป็นช่วงที่เดลตายังไม่ลดลงมาก และโอมิครอนกำลังเริ่มต้น มีการรายงานข้อมูลเข้าไปที่ GISAID ประมาณ 4 พันคน แต่ที่ GISAID ยอมรับและสรุปว่าเป็นเดลตาครอนจริงๆ จะมีเพียง 64 คนเท่านั้น (ข้อมูลวันที่ 22 มี.ค. 65) ซึ่งส่วนใหญ่พบในฝรั่งเศสประมาณ 50 กว่าคน

“ใน 4 พันคนนั้น ต้องรอการวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าใช่เดลตาครอนจริงหรือไม่ ที่เป็นลูกผสมระหว่าง BA.1 กับ AY.4 ซึ่งในจำนวน 4 พันกว่ารายนี้ รวมจำนวนที่ประเทศไทย summit ข้อมูลเข้าไปอีก 73 รายด้วย แต่ไม่ต้องตกใจ ถ้าใช่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะถ้าเดลตาลดลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะมา recombinant กับแบบนี้ก็จะยากขึ้น เพราะไม่มีเดลตาเหลือให้ไปผสมแล้ว” นพ.ศุภกิจกล่าว

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามว่าเดลตาครอนที่เจอใน 4 พันกว่ารายนี้ จะมีฤทธิ์เดชมากหรือไม่ ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดรวดเร็ว ในอนาคตก็จะเห็นเดลตาครอน เป็นสายพันธุ์หลักของการระบาดแทนโอมิครอนในปัจจุบัน แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นโอกาสนั้น

20220323-a-02.jpg

WHO ยังจัดชั้นของสายพันธุ์เดลตาครอน เป็นเพียงสายพันธุ์ที่ต้องติดตาม

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ปัจจุบัน WHO ยังจัดชั้นของสายพันธุ์เดลตาครอน เป็นเพียงสายพันธุ์ที่ต้องติดตาม (Variant under monitoring) เท่านั้น ยังไม่ได้จัดชั้นให้เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ หรือเป็นสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวลแต่อย่างใด โดยยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเรื่องการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความรุนแรง และการหลบภูมิ

“เปรียบเทียบแล้ว เดลตาครอนก็ยังเป็นเหมือนเด็กประถม ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น ตกใจ หรือน่าสนใจมาก เพียงแต่ต้องติดตามดู” นพ.ศุภกิจ กล่าว

สำหรับประเทศไทยปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือว่าเป็นการระบาดจากสายพันธุ์โอมิครอนเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว เนื่องจากข้อมูลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (12-18 มี.ค.) มีการตรวจหาสายพันธุ์ไป 1,982 คน พบสายพันธุ์เดลตาเพียง 1 คน ที่เหลือเป็นสายพันธุ์โอมิครอน

โดยกลุ่มตัวอย่างเกือบ 2 พันคนที่สุ่มตรวจสายพันธุ์นี้ มาจากทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่, ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ, บุคลากรแพทย์, คลัสเตอร์ใหม่ และกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ เป็นต้น

“อาจเรียกได้ว่าโอมิครอน มีส่วนแบ่งเกือบ 100% ก็ว่าได้ ล่าสุดคือ 99.9% ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ก็เป็นโอมิครอนทั้งหมด ไม่เหลือเดลตาแล้ว” นพ.ศุภกิจ ระบุ

ทั้งนี้ นอกจากการตรวจพบว่าการระบาดในปัจจุบันมาจากไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน 100% แล้ว โอมิครอนยังมีการแบ่งสายพันธุ์ย่อยอีก ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจเพื่อแยกหาสายพันธุ์ย่อยว่าเป็น BA.1 หรือ BA.2 ซึ่งพบว่าขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.2 และมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในประเทศ จากระดับ 18.5% ในช่วงต้นเดือนก.พ. เพิ่มขึ้นมาเป็นระดับ 83% ในปัจจุบัน

“BA.2 แพร่เร็วกว่า BA.1 ประมาณ 1.4 เท่า ดังนั้นในช่วงถัดไปจะเห็นการครองตลาดของ BA.2 เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนความรุนแรงของสายพันธุ์ย่อย BA.2 นี้ยังไม่มีข้อมูล หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีความแตกต่างจาก BA.1 เพียงแต่แพร่เร็วกว่าเท่านั้น…ไม่ว่าจะตรวจจากคนกลุ่มไหน วันนี้ BA.2 ก็ยังเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด และ BA.2 ก็ไม่ได้มีฤทธิ์เดชที่จะทำให้เสียชีวิตมากขึ้น” อธิบดีกรมวิทยาศาตร์การแพทย์ ระบุ

20220323-a-03.jpg

พบ BA.2.2 ในไทยเพิ่มเป็น 14 ราย

ส่วนการถอดรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์ย่อยลงไปอีก คือ BA.2.2 และ BA.2.3 นั้น พบว่าในส่วนของ BA.2.2 เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 14 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ 8 ราย ส่วน BA.2.3 เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 21ราย ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 34 ราย

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินความสามารถในการแพร่กระจายความรุนแรงของโรค หรือการหลีกหนีวัคซีนของสายพันธุ์ย่อยดังกล่าว

“การกลายพันธุ์นี้ ไม่ได้มีผลอะไรมากมาย ซึ่งในที่สุดแล้วก็อาจจะหายไป ไม่ได้มีประเด็นอะไรมาก” นพ.ศุภกิจระบุ

อย่างไรก็ดี มาตรการ Universal Prevention ยังมีความจำเป็น รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่ม 608 ที่ควรรีบมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นก่อนช่วงสงกรานต์นี้

20220323-a-01.jpg

สธ. เน้นให้รับวัคซีนเจ็บป่วยรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขอให้ประชาชนมารับวัคซีนเข็มบูสเตอร์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันการป่วยหนัก และเสียชีวิต เนื่องจากการแพร่ระบาดยังสูงอยู่ และมีการกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ 

กรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า มีผู้สูงอายุอีก 2.2 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด  เร่งเดินหน้าให้ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนมีทะเบียนผู้สูงอายุอยู่  ต้องบูรณาการข้อมูลสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นฉีดวัคซีนโควิด หากช่วยกันคาด 1-2 เดือนนี้ตัวเลขสูงอายุรับวัคซีนจะเพิ่มขึ้น

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า มีประชาชนที่มีความลังเลที่จะแนะนำผู้สูงอายุให้ฉีดวัคซีน โดยพบว่าประชาชนมีความเชื่อ คือ ญาติอายุมากแล้ว อยู่แต่ในบ้านไม่ได้ไปไหน คงไม่เสี่ยงโควิด แต่ความจริง คือโควิด-19 ปัจจุบันติดต่อง่ายมาก แม้จะระวังอย่างดีก็ตาม โดยการอยู่บ้านกันหลายคน และมีคนเข้าออกตลอด ทำให้คนที่อยู่บ้านอาจติดเชื้อได้ ซึ่งการระบาดระลอกปัจจุบัน ประมาณ 80% ของผู้เสียชีวิต คือ ผู้สูงอายุ ซึ่งในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ 60% ไม่ได้ฉีดวัคซีน และ 29% ไม่ได้ฉีดเข็มกระตุ้น

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนที่มีความสงสัย และความกังวลว่า ญาติอายุมากแล้ว ฉีดวัคซีนจะอันตราย ซึ่งความจริง คือ วัคซีนโควิด-19 ผ่านการวิจัยมีความปลอดภัยสูง และจากการฉีดในประเทศไทยมากกว่า 120 ล้านโดส จึงยืนยันได้ว่าปลอดภัย และโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงมีน้อยมาก และมีระบบดูแลเป็นอย่างดี

ทุกหน่วยงานออกไปให้ความรู้ สร้างแรงจูงใจ กระตุ้นและนำมาฉีด  หากช่วยกันช่วง 1-2 เดือนนี้จะทำให้ผู้สูงอายุได้รับวัคซีนสูงขึ้น เป็นเกราะป้องกันผู้สูงอายุช่วงเทศกาลสงกรานต์รวมถึงช่วงปิดเทอม หากลูกหลานไปเยี่ยมจะได้ปลอดภัยมากขึ้น  ในส่วนของเด็กแม้ป่วยมากแต่โอกาสเสียชีวิตน้อย แต่วัยประถม 5-11 ปี ใกล้ชิดผู่ย่าตายายผู้สูงอายุ หากเร่งฉีดจะเป็นเกราะป้อกันผู้สูงอายุอีกทาง และลดโอกาสการระบาดในโรงเรียน ซึ่งขณะนี้มีเด็กนักเรียนที่ฉีดไปแล้ว 10% จากเป้าหมาย 5 ล้านคน

ติดต่อโฆษณา!