AstraZeneca เผยการทดลองยารักษาโควิด AZD7442 ขั้นสุดท้ายได้ผลน่าพอใจ ลดอาการป่วยขั้นรุนแรงได้ 50% และได้ยื่นขออนุมัติการใช้งานกับ FDA สหรัฐแล้ว | ทันข่าว Today
12 ตุลาคม 2564
687

AstraZeneca เผยการทดลองยารักษาโควิด AZD7442 ขั้นสุดท้ายได้ผลน่าพอใจ ลดอาการป่วยขั้นรุนแรงได้ 50% และได้ยื่นขออนุมัติการใช้งานกับ FDA สหรัฐแล้ว

AstraZeneca เผยการทดลองยารักษาโควิด AZD7442 ขั้นสุดท้ายได้ผลน่าพอใจ ลดอาการป่วยขั้นรุนแรงได้ 50% และได้ยื่นขออนุมัติการใช้งานกับ FDA สหรัฐแล้ว
Highlight

บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าเปิดเผยผลการศึกษาทดลองยารักษาโควิดขั้นสุดท้าย ซึ่งประสิทธิภาพของยาแอนติบอดีแบบผสมหรือแอนติบอดีค็อกเทล (Antibody cocktail) ที่ชื่อว่า AZD7442 ได้ผลน่าพอใจ ลดอาการป่วยขั้นรุนแรงได้ 50% ในผู้ป่วยที่แสดงอาการมาไม่เกิน 7 วัน และยังป้องกันต่อไปได้อีกกว่า 6 เดือน โดยบริษัทได้ยื่นขออนุมัติการใช้งานยาชนิดนี้เป็นกรณีฉุกเฉินจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


AstraZeneca เผยการทดลองยารักษาโควิด AZD7442 ขั้นสุดท้ายได้ผลน่าพอใจ ลดอาการป่วยขั้นรุนแรงได้ 50% ในผู้ป่วยที่แสดงอาการมาไม่เกิน 7 วัน

นับเป็นข่าวดี ที่บริษัทผลิตยารักษาโควิดประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นอีกราย โดยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 64 บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าเปิดเผยผลการศึกษาทดลองขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาแอนติบอดีแบบผสมหรือแอนติบอดีค็อกเทล (Antibody cocktail) สำหรับรักษาโควิด-19 ของบริษัทว่า ประสบความสำเร็จในการลดอาการป่วยที่รุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

ยาดังกล่าวมีชื่อว่า AZD7442 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่อาการป่วยจากโควิด-19 จะถึงขั้นรุนแรงหรือเสียชีวิตลงได้ถึง 50% ในผู้ป่วยที่แสดงอาการมาไม่เกิน 7 วัน ซึ่งตรงตามเป้าหมายหลักของการทดลอง

หลังจากที่ได้ทำการทดลองกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 822 รายจากประเทศต่างๆ รวมถึงสหราชอาณาจักร บราซิล สหรัฐ และเยอรมนี พบว่า AZD7442 สามารถลดอาการป่วยรุนแรงหรือการเสียชีวิตได้ครึ่งหนึ่งในกลุ่มผู้ที่มีอาการป่วยไม่เกิน 7 วัน เมื่อเทียบกับอาสาสมัครที่ได้รับยาหลอก

และหลังจากที่บริษัทเผยผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายในอาสาสมัครกว่า 5,000 คนพบว่า ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 ได้ถึง 77% และไม่มีอาสาสมัครคนใดอาการหนักหรือเสียชีวิตจากโควิด-19

ทั้งนี้ ยาดังกล่าวถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง อาทิ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่อาจตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศรวมถึงสหรัฐได้เจรจาเพื่อสั่งซื้อยาดังกล่าวแล้ว

นายเมเน แพนกาลอส รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาด้านชีวเภสัชกรรมของแอสตร้าเซนเนก้า กล่าวว่า "การใช้ยาแอนติบอดีของเราในการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดอาการป่วยที่รุนแรงลงได้ และยังป้องกันต่อไปได้อีกกว่า 6 เดือน"

ทั้งนี้ บริษัทจะนำข้อมูลดังกล่าวไปหารือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่อไป นอกจากนี้ แอสตร้าเซนเนก้ายังพัฒนายาแอนติบอดีค็อกเทลนี้ขึ้นมา เพื่อใช้กับผู้ที่ร่างกายมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนได้ไม่ดีพอ โดยบริษัทได้ยื่นขออนุมัติการใช้งานยาชนิดนี้เป็นกรณีฉุกเฉินจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุขของสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทางด้าน เมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยเมื่อ 11 ต.ค. ว่า  ได้ยื่นขออนุมัติใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ซึ่งเป็นยาเม็ดสำหรับรักษาโรคโควิด-19 เป็นกรณีฉุกเฉินจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ หากได้รับอนุมัติ ยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเมอร์คพัฒนาขึ้นร่วมกับบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเทราพิวติกส์นั้น จะเป็นยาชนิดรับประทานตัวแรกที่ใช้ต้านไวรัสโควิด-19

ข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วบ่งชี้ว่า ยาโมลนูพิราเวียร์นั้นสามารถลดโอกาสของการเสียชีวิตหรือการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลลงได้ครึ่งหนึ่งสำหรับผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ที่รุนแรง

สำหรับยารักษาโรคโควิด-19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งได้แก่ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) และยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) นั้น เป็นยาที่จะใช้กับผู้ป่วยเมื่อเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้วเท่านั้น

อ้างอิง : https://www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/astrazenecas-covid-19-drug-cocktail-meets-main-goal-late-stage-trial-2021-10-11/
Infoquest