07 พฤศจิกายน 2565
1,146

จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดใหม่กว่า 4 พันราย สูงสุดในรอบ 6 เดือน ยังยืนยันใช้นโยบาย Zero Covid

จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดใหม่กว่า 4 พันราย สูงสุดในรอบ 6 เดือน ยังยืนยันใช้นโยบาย Zero Covid
Highlight

ผู้ติดเชื้อโควิดในจีนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมากกว่า 4 พันคนเมื่อวานนี้ สูงสุดในรอบ 6 เดือน ในขณะที่จีนยังคงยืนยันมาตรการควบคุมแบบ Zero Covid โดยล็อกดาวน์เมืองต่างๆ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน นักวิเคราะห์คาดกันว่า ทางการจีนอาจจะมีการทบทวนนโยบาย และปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์กวาดล้างโรคโควิด-19 หลังการประชุมรัฐสภาประจำปี 2566 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม โดยคาดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะได้รับการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานต่ออีกสมัย



สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าเมื่อ 6 พ.ย. ประเทศจีน พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงที่สุดในรอบ 6 เดือน โดยสำนักงานสาธารณสุขกลางของจีน ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ถึง 4,420 คน ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม ที่ทางการจีนเปิดเผยว่าพบผู้ติดเชื้อรายวัน 3,659 คน

แม้ว่าทางการจะดำเนินการล็อกดาวน์ตามพื้นที่ระบาด ตามนโยบายซีโร่โควิด ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งนี้ นายหู เสียง เจ้าหน้าที่จากฝ่ายควบคุมโรค กล่าวว่า นโยบายการต่อต้านโรคโควิด-19 ของจีนนั้นมีความถูกต้องอย่างที่สุด รวมถึงมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งทางการจีนจะให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตชาวจีนไว้ให้ได้เป็นอันดับแรกพร้อมกันกับสกัดกั้นการนำเข้าผู้ติดเชื้อมาจากต่างแดน   

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ คาดว่า ทางการจีนจะไม่มีการผ่อนปรนหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์กวาดล้างโรคโควิด-19 จนกว่าจะถึงการประชุมรัฐสภาประจำปี 2566 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปีหน้า โดยประธานาธิบดีสี คาดว่าจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำจีนต่อเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งจะถือเป็นผู้นำคนแรกของจีนที่ดำรงตำแหน่งมากกว่า 2 สมัย ตั้งแต่อดีตประธานเหมา เจ๋อตุง

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานสถานการณ์ควบคุมโรคระบาดโควิดในจีนว่า ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจ ภาคการผลิต และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีกรณีอื้ออึงในโลกออนไลน์ที่พ่อรายหนึ่งเสียลูกชายตัวน้อยไป เกี่ยวเนื่องกับการล็อกดาวน์

พ่อชาวจีนคนนี้โพสต์ในเว่ยป๋อ โซเชียลมีเดียของจีน ว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมโควิดไม่ยอมให้เขาออกจากสถานที่กักตัวเมืองหลานโจว เมืองเอกของมณฑลกานซู ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ทั้งที่จะรีบพาลูกวัย 3 ขวบที่ป่วยออกไปหาหมอ ความล่าช้าเพราะถูกขวางกั้นดังกล่าวทำให้ลูกชายเสียชีวิตในที่สุด เรื่องราวนี้ทำให้ชาวเน็ตจีนแสดงปฏิกิริยาเสียใจและโกรธแค้นเจ้าหน้าที่ทางการ มีคำติดแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากมาย พร้อมกับยอดวิวหลายร้อยล้านวิว

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า ทางการท้องถิ่นของเมืองหลานโจว ในมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ออกมาขอโทษในวันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ย. 2565 หลังเกิดเหตุเด็กชายวัย 3 ขวบ ป่วยคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ แต่ได้รับการรักษาไม่ทัน เพราะมาตรการล็อกดาวน์โควิด-19 จนสุดท้ายเด็กเสียชีวิต

เมืองหลานโจวถูกล็อกดาวนานานเกือบ 1 เดือนแล้ว ตามนโยบายทำให้โควิดเป็นศูนย์ หรือ ซีโร่โควิด (zero-COVID) อันเข้มงวดของจีน ซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนทั่วประเทศถูกกักตัวอยู่กับบ้าน ท่ามกลางข้อครหาเรื่องสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่, อาหารขาดแคลน และการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินเชื่องช้า

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่นของเมืองเจิ้งโจว ออกประกาศล็อกดาวน์ฉุกเฉินรอบโรงงานฟ็อกซ์คอนน์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตไอโฟน ของแอปเปิ้ล โดยระบุให้ทุกคน ยกเว้นอาสาสมัครป้องกันโควิดและผู้ปฏิบัติงานในภาคส่วนที่จำเป็น ต้องไม่ออกจากที่อยู่อาศัย ยกเว้นเพื่อรับการทดสอบหาเชื้อและการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์เหอหนาน เดลี ของทางการจีน รายงานว่า ทางฟ็อกซ์คอนน์ปรับขึ้นค่าจ้างพนักงานโรงงานในเมืองเจิ้งโจว เป็น 100 หยวน หรือ 13.70 ดอลลาร์ ตั้งแต่ 26 ตุลาคม – 11 ตุลาคม เพื่อปลอบขวัญจากมาตรการการควบคุมโควิด-19

ขณะที่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีสัญญาณจากรัฐบาลจีนชัดเจนว่าจะยังคงดำเนินนโยบาย Zero COVID ต่อไป จนกว่าจะมีการประชุม 2 สภาของรัฐบาลจีนในเดือนมีนาคม 2566 และจากการพูดคุยกับสำนักงาน ททท. ในสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้ง 5 แห่ง ได้รับข้อมูลว่าการเปิดประเทศของจีนจะเปิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางพื้นที่ และเปิดกับประเทศที่มั่นใจว่าเมื่อไปเที่ยวแล้วกลับมาแล้วปลอดภัย ไม่เปิดล็อตเดียวเต็มรูปแบบเหมือนประเทศอื่น ๆ

ดังนั้นแนะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยว บุกเบิกตลาดท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ก่อน เช่นทางตะวันออกกลาง เป็นต้น

อ้างอิง : รอยเตอร์, แชนเนลนิวส์เอเชีย, เอเอฟพี

ติดต่อโฆษณา!