ลุ้น ครม. เคาะโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ เฟส 5 หุ้นท่องเที่ยวรับอานิสงส์

ลุ้น ครม. เคาะโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ เฟส 5  หุ้นท่องเที่ยวรับอานิสงส์

Highlight

บล.ดาโอ(ประเทศไทย)วิเคราะห์หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากประเด็นข่าวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เตรียมของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 จำนวน 2 ล้านคืนพัก (room night) เบื้องต้นจะยังคงได้รับสิทธิส่วนลดค่าที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้อง และค่าใช้จ่ายรายวัน 600 บาทต่อวัน คาดหุ้นโรงแรมในประเทศรับประโยชน์ เช่น เอราวัณ กรุ๊ป (ERW), โรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า (CENTEL), ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)  (15%) และ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR)


ลุ้นมาตรการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 จำนวน 2 ล้านคืนพัก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี โดยคาดว่าสิทธิประโยชน์ที่ตะได้รับใกล้เคียงเดิม เบื้องต้นจะยังคงได้รับสิทธิส่วนลดค่าที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้อง และค่าใช้จ่ายรายวัน 600 บาทต่อวัน

สำหรับสิทธิลดค่าตั๋วเครื่องบินคาดว่าจะตัดออก เนื่องจาก ททท. ร่วมกับสายการบินจัดโครงการลดทั่วฟ้าบินทั่วไทยที่ให้ส่วนลดค่าบิน 300 บาทต่อคนอยู่แล้ว คาดรอบนี้ใช้งบประมาณรวม 7,200 ล้านบาท แต่จะต้องหารือกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพื่อจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากเม็ดเงินจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.หมดแล้ว หากขยายโครงการนี้ต่อจะต้องใช้งบกลางปี 2566

ขณะที่ ททท.เผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติล่าสุดเข้าไทยช่วง 1 ม.ค.-26 ต.ค.22 แล้ว 7.39 ล้านคน โดยเดือน ต.ค. เข้ามาวันละกว่า 5.1 หมื่นคน และคาดว่าทั้งปีตัวเลขจะขึ้นมาที่ 10 ล้านคน และปีหน้าตั้งเป้าไว้ที่ 20 ล้านคน และรายได้ต้องกลับมาไม่ต่ำกว่า 80% ของปี 62 ก่อนวิกฤติโควิด

บล.ดาโอ มีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากการพิจารณาเพิ่มสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 อีก 2 ล้านสิทธิ เมื่อเทียบกับเฟสที่ 1 ที่ 5 ล้านสิทธิ, เฟสที่ 2 ที่ 1 ล้านสิทธิ, เฟสที่ 3 ที่ 2 ล้านสิทธิ และเฟสที่ 4 อีก 1.5 ล้านสิทธิ โดยยังคงให้ราคาเพดานห้องพักต่อห้องที่ 7,500 บาท (ส่วนลด 40% ไม่เกิน 3,000 บาท) เหมือนเดิม แต่ไม่มีการให้สิทธิสำหรับตั๋วเครื่องบินแล้ว

คาดจะเริ่มใช้สิทธิได้ในช่วงไตรมาส 4/65-ไตรมาส 1/66 จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมภายในประเทศ เพราะเป็นช่วง High season ของไทย

ทั้งนี้ หุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อยคือ ERW (88%), CENTEL (80%), MINT (15%) และ SHR (5%)

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเดือน ต.ค.65 เพิ่มขึ้นมาแตะ 5.1 หมื่นคนต่อวัน (ดีตามคาดที่ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ดาโอคาดไว้ช่วงไตรมาส 4/65 จะทำได้เดือนละ 1.5 ล้านคน) เติบโตจากเดือน ก.ย. 65 ที่ 4.6 หมื่นคนต่อวัน (+11% MoM) คาดว่า ERW (ซื้อ/เป้า 4.80 บาท) และ CENTEL (ซื้อ/เป้า 55.00 บาท) จะได้ sentiment เชิงบวกจากทั้งโครงการเราเที่ยวด้วยกันและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีมากที่สุด ขณะที่เรายังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มท่องเที่ยวเป็น “มากกว่าตลาด”

ทางด้าน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มองว่าเศรษฐกิจโลกผันผวนกระทบการท่องเที่ยวไทย โดยคาดว่า 4Q/65 จะเป็นฤดูกาลท่ีดีที่สุดของปีเนื่องจากเป็นไฮซีซั่นโดยอาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 1.5 ล้านคนต่อเดือน หรือประมาณ 40% ของระดับ ก่อนโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยความเสี่ยงท่ีสาคัญคือความท้าทาย ของเศรษฐกิจโลกซึ่งอาจส่งผลกระทบหรือชะลอการฟื้นตัวการท่องเที่ยวของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม บล.เมแบงก์ มองว่าราคาหุ้น AOT และ CENTEL ชนเป้าหมายก่อนฟื้นตัวเต็มที่ในปี 67 โดยลดคำแนะนำสำหรับ AOT และ CENTEL เป็น “ถือ” เนื่องจากกว่าจะรับรู้กำไรฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิดก็ในปี 67 อย่างไรก็ตามราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทฟื้นตัวได้ดีแตะระดับก่อนโควิด-19 ในขณะที่แนวโน้มการท่องเที่ยวอาจถูกกดันด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจทั่วโลก เช่นอัตราเงินเฟ้อ

ทั้งนี้เราประเมินว่ามีเพียง MINT และ CENTEL เท่านั้นที่สามารถทำกำไร ได้ใน 3Q/65 โดยมีกำไรหลัก1.4 พันล้านบาท และ 204 ล้านบาท ตามลาลำดับ ซึ่ง MINT ได้รับแรง หนุนจากธุรกิจโรงแรมในยุโรป (50% ของรายได้) และ CENTEL จากร้านอาหาร (60% ของ รายได้) และคาดว่า AOT, AWC และ ERW จะขาดทนุ –1.4 พันล้านบาท, -6 ล้านบาท และ –6 ล้านบาทตามลำดับ แม้ท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวดีแต่ก็ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน

ติดต่อโฆษณา!