ธนาคารแห่งประเทศไทยห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง จ่อคุมเข้มแบงก์ ลดการก่อหนี้เกินตัว | ทันข่าว Today

ธนาคารแห่งประเทศไทยห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง จ่อคุมเข้มแบงก์ ลดการก่อหนี้เกินตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทยห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง จ่อคุมเข้มแบงก์ ลดการก่อหนี้เกินตัว

Highlight

ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด โดยในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นถึง 88% ของจีดีพี  ในขณะที่ดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาขึ้น จะทำให้ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก คาดเตรียมออกมาตรการชะลอแคมเปญโฆษณาสถาบันการเงินในการแข่งขันออกบัตรเครดิต เชิญชวนใช้จ่ายเงินล่วงหน้า อาจทำประชาชนใช้จ่ายเกินตัว สร้างปัญหาในอนาคต พร้อมเตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วงวิกฤตโควิดประชาชนขาดสภาพคล่องมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูงขึ้นแต่มีความระมัดระวังในการก่อหนี้ก้อนใหญ่เพิ่ม


นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มีความเป็นห่วงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด ขณะนี้ปัญหานี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นสูงขึ้น  โดยไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นถึง 88% ของจีดีพี  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ไม่ควรเกิน 80%ของจีดีพี 

ทั้งนี้ การก่อหนี้ส่วนใหญ่ของคนไทยเป็น หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต ไม่ใช่สินเชื่อที่ก่อให้เกิดรายได้ และมีก่อหนี้เพิ่มสูงขึ้นมากจากช่วงก่อนโควิด ซึ่งหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 50% ของจีดีพี

ทั้งนี้จากการติดตามข้อมูลของ ธปท. พบว่า สัดส่วนหนี้ดังกล่าว 35% เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิต ไม่ใช่สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ธปท. ได้วางแนวทางการแก้ไขหนี้ครัวเรือนไว้ 3 แนวทาง คือ

1.การแก้ไขหนี้ในปัจจุบัน หรือการลดหนี้

2.การปล่อยสินเชื่อให้มีคุณภาพ

3.การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน


นายรณดล กล่าวว่า ภายในไตรมาส 1/66 ธปท.เตรียมออกประกาศ หรือหนังสือเวียน ถึงสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) เพื่อเป็นแนวทางการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรเครดิต ที่เป็นลักษณะการโฆษณาผ่านแคมเปญต่างๆ หรือ เรียกว่า โฆษณาเพื่อกระตุกพฤติกรรมการใช้จ่าย สำหรับสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.

“การดำเนินการดังกล่าว เชื่อว่า จะส่งผลดีในระยะยาว และลดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นของภาคครัวเรือนลงด้วย” นายรณดล กล่าว

นายรณดล กล่าวว่า ธปท.จะเข้าไปดูการก่อหนี้ใหม่ จะปล่อยสินเชื่อมีคุณภาพอย่างไร สถาบันการเงินต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกหนี้ ซึ่งมีหลายมิติ และต้องไม่กระตุกพฤติกรรม ให้ก่อหนี้ล้นพ้นตัว ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สถาบันการเงินต้องตระหนักกับการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ โฆษณาแคมเปญต่าง ๆ สินเชื่อที่ไม่ก่อประโยชน์กับลูกหนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุจากข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานออกมาล่าสุด แม้ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 14.76 ล้านล้านบาทในไตรมาส 2/2565 แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจแล้ว สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ปรับตัวลงมาที่ระดับ 88.2% จากระดับ 89.2% ต่อจีดีพีในไตรมาส 1/2565

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หนี้ครัวเรือนเติบโตเพียง 3.5% YoY ซึ่งต่ำสุดในรอบ 18 ปี และชะลอลงเมื่อเทียบกับ 3.7% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2565

ทั้งนี้ หากมองในเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปหนี้บ้านและหนี้เพื่อการประกอบอาชีพ (สัดส่วนรวมกันประมาณ 53% ของหนี้ครัวเรือนในภาพรวม หรือประมาณ 46.5% ของจีดีพี)

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า หนี้รายย่อยก้อนใหญ่ หรือมีวงเงินกู้ต่อรายที่ค่อนข้างสูง เช่น หนี้บ้าน หนี้เพื่อประกอบอาชีพ และหนี้เช่าซื้อรถยนต์ ล้วนมีอัตราการเติบโตที่ช้าลงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งในด้านหนึ่งอาจสะท้อนว่า ครัวเรือนมีการเพิ่มความระมัดระวังในการก่อหนี้ก้อนใหญ่ก้อนใหม่ในช่วงที่เศรษฐกิจและรายได้ของครัวเรือนยังมีความไม่แน่นอนในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ในขณะเดียวกัน อาจมองได้ว่า ครัวเรือนมีภาระหนี้เดิมอยู่ในระดับสูงและเริ่มมีข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่ เพราะฐานะทางการเงินมีสัญญาณอ่อนแอลง

ในทางกลับกัน ประชาชนรายย่อยและภาคครัวเรือนมีหนี้สินที่อยู่ในรูปบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกันมากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลขยับขึ้นมาที่ 8.2% ของหนี้ครัวเรือนรวมในไตรมาส 2/2565 (จาก 7.9% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 7.7% ในไตรมาส 4/2562 ที่เป็นช่วงก่อนโควิด) ซึ่งสะท้อนว่า มีครัวเรือนจำนวนมากกู้ยืมผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพคล่องและแก้ไขปัญหาการเงินในระยะสั้นที่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

นอกจากนี้ จากผลสำรวจภาวะหนี้สินของภาคประชาชนในช่วงไตรมาสที่ 1/2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ครัวเรือนเกือบทุกกลุ่มมีภาระหนี้สินอยู่ในระดับที่สูงกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน โดยสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) ของครัวเรือน/ประชาชนรายย่อยในผลสำรวจฯ อยู่ที่ระดับประมาณ 33.9% โดยเฉลี่ย ซึ่งอาจมีนัยว่า ครัวเรือนบางส่วนกำลังเริ่มมีข้อจำกัดหรือต้องปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อให้สามารถก่อหนี้ก้อนใหญ่ก้อนใหม่ได้ โดยไม่เบียดบังในส่วนที่ควรเก็บสะสมเพื่อเป็นเงินออมในอนาคต

สำหรับแนวโน้มในปี 2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับทบทวนประมาณการตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลงมาที่กรอบ 85.0-87.0% (คาดการณ์เดิมที่ 86.5-88.5%) ชะลอลงเมื่อเทียบกับสัดส่วน 90.1% ต่อจีดีพีในปี 2564 เนื่องจากมูลค่าจีดีพี (Nominal GDP) เติบโตสูงตามภาวะเงินเฟ้อ ประกอบกับครัวเรือนหลายๆ ส่วนระมัดระวังการก่อหนี้ก้อนใหม่

ทั้งนี้แม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2565 นี้อาจจะชะลอลง แต่มีเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในหลายประเด็น เช่น การที่ครัวเรือนหลายส่วนพึ่งพาสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาเสริมสภาพคล่องระยะสั้น และยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนในภาพรวมที่ยังคงทยอยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะสะท้อนข้อจำกัดในการบริโภคของภาคเอกชนแล้ว ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของฐานะทางการเงินของประชาชนและครัวเรือนรายย่อยในยุคที่อัตราดอกเบี้ยของไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่จังหวะขาขึ้นด้วยเช่นกัน

ด้านผลของทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มทยอยปรับขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น จะไม่มีผลกระทบต่อสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยอิงกับเพดานอัตราดอกเบี้ยตามที่ทางการกำหนด เช่น สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 8.3% ของหนี้ครัวเรือน

ขณะที่หากพิจารณาลักษณะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ จะเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ในขนาดที่น้อยกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) และอัตราดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) และสำหรับในส่วนของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั้น หากขนาดการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่ใช้เป็นตัวอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงยังไม่เกิน 1% น่าจะยังไม่กระทบต่อยอดภาระผ่อนต่อเดือนของผู้กู้สินเชื่อบ้าน

อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ได้เข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นแล้ว และน่าจะมีการทยอยขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงในช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2566 ดังนั้น ประชาชนและครัวเรือนรายย่อยคงต้องเตรียมรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่จะขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะสัญญาสินเชื่อใหม่ ทั้งในส่วนของสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อประกอบอาชีพ รวมถึงสินเชื่ออเนกประสงค์ที่มีบ้านหรือรถเป็นหลักประกัน

ติดต่อโฆษณา!