ประชากรอินเดียจ่อแซงจีน เกิน 1,400 ล้านคน ในปีหน้า คาดเศรษฐกิจอินเดียใช้เวลา 30 ปี โตเทียบเท่าจีนและสหรัฐฯ | ทันข่าว Today

ประชากรอินเดียจ่อแซงจีน เกิน 1,400 ล้านคน ในปีหน้า คาดเศรษฐกิจอินเดียใช้เวลา 30 ปี โตเทียบเท่าจีนและสหรัฐฯ

ประชากรอินเดียจ่อแซงจีน เกิน 1,400 ล้านคน ในปีหน้า คาดเศรษฐกิจอินเดียใช้เวลา 30 ปี โตเทียบเท่าจีนและสหรัฐฯ
Highlight

สหประชาชาติเผยคาดการณ์ประชากรโลกเพิ่มช้าลง แต่จะทะลุ 8,000 ล้านคนในช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้ ขณะที่ปีหน้าอินเดียจ่อแซงจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกในปี 2566 โดยมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ในภาพรวมประชากรโลกมีอัตราการเกิดที่ช้าลง โดยคาดการณ์ประชากรโลกแตะ 10,400 ล้านคนในปี 2623  ด้านอินเดีย เป็นคู่ค้าลำดับที่ 11 ของไทยในปัจจุบัน และมีศักยภาพในการเติบโตสูง

รายงานแนวโน้มประชากรโลกของยูเอ็น ประจำปีนี้ระบุว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลกนั้นช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 โดยเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยต่ำกว่า 1% ในปี 2563 ขณะที่ประชากรโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8,500 ล้านคน ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 9,700 ล้านคน ในปี 2593 ก่อนจะแตะระดับสูงสุดที่ราวๆ 10,400 ล้านคน ในช่วงทศวรรษ 2623

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น เปิดเผยการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกจะสูงแตะ 8,000 ล้านคน ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ และคาดว่าในปีหน้าอินเดียจะแซงหน้าจีน กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด เกินกว่า 1,400 ล้านคน

รายงานแนวโน้มประชากรโลกของยูเอ็น ประจำปีนี้ระบุว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลกนั้นช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 โดยเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยต่ำกว่า 1% ในปี 2563 ขณะที่ประชากรโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8,500 ล้านคน ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 9,700 ล้านคน ในปี 2593 ก่อนจะแตะระดับสูงสุดที่ราวๆ 10,400 ล้านคน ในช่วงทศวรรษ 2623

ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 72.8 ปี เพิ่มขึ้นถึง 9 ปีจากเมื่อปี 2533 อันแสดงให้เห็นถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ย้อนกลับไปในปี 1950 ประชากรโลกมีเพียง 2,500 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งเพิ่มขึ้นไม่มากจากศตวรรษก่อน เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ ยังไม่ทันสมัย อัตราการรอดชีวิต อายุไขเฉลี่ยของประชากรยังต่ำ เฉลี่ยไม่ถึง 60 ปี

ผ่านมา 7 ทศวรรษ โลกมีจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสาธารณะสุขที่ดีขึ้น อายุไขเฉลี่ยของผู้คนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 72.8 ปี

ขณะที่ประชากรของอินเดียเคยมีจำนวน 1,210 ล้านคนในปี 2011 ตามการสํารวจสำมะโนประชากรในประเทศซึ่งดำเนินการในทศวรรษที่ผ่านมา แต่ครั้งล่าสุดที่มีการสำรวจรัฐบาลได้เลื่อนออกไปจากปี 2021 เนื่องจากการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่

อ้างอิงข้อมูลจาก Wikipedia ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกก็คือ ประเทศจีนที่มีจำนวน 1,412.6 ล้านคน ณ ปี 2021 และไม่มีใครสามารถโค่นแชมป์ประเทศที่ประชากรมากที่สุดได้มาเป็นเวลามากว่า 200 ปี

และนับจากปี 2023 หรือในปีหน้า โลกจะบันทึกสถิติใหม่ อินเดียซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 2 ของประเทศที่มีประชากรมากที่สุด กำลังจะแซงประเทศจีนขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ประชากรโลกจะพุ่งแตะ 8,000 ล้านคนในสิ้นปีนี้

ไม่เพียงเท่านั้นยังประเมินว่า ประชากรโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 8,500 ล้านคนในปี 2030 และ 10,400 ล้านคนในปี 2100 เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตช้าลง และอัตราการรอดชีวิตของทารกที่เกือบ 100%

ย้อนกลับไปในปี 1950 ประชากรโลกมีเพียง 2,500 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งเพิ่มขึ้นไม่มากจากศตวรรษก่อน เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ ยังไม่ทันสมัย อัตราการรอดชีวิต อายุไขเฉลี่ยของประชากรยังต่ำ เฉลี่ยไม่ถึง 60 ปี

ผ่านมา 7 ทศวรรษ โลกมีจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสาธารณะสุขที่ดีขึ้น อายุไขเฉลี่ยของผู้คนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 72.8 ปี

ขณะที่ประชากรของอินเดียเคยมีจำนวน 1,210 ล้านคนในปี 2011 ตามการสํารวจสำมะโนประชากรในประเทศซึ่งดำเนินการในทศวรรษที่ผ่านมา แต่ครั้งล่าสุดที่มีการสำรวจรัฐบาลได้เลื่อนออกไปจากปี 2021 เนื่องจากการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่

นักวิชาการคาดขนาดเศรษฐกิจอินเดียต้องใช้เวลา 30 ปี ถึงจะโตเทียบเท่าจีนและสหรัฐ

สำหรับประเทศอินเดีย หลังจากที่มีการสํารวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ก็มีการคาดณ์ว่า ในความเป็นจริงประชากรอินเดียอาจจะแซงจีนมาแล้วหลายปี

อี้ ฟู่เสียน นักวิจัยและนักเขียนจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ระบุว่า ประชากรของอินเดียแซงหน้าประชากรของจีนไปตั้งแต่ปี 2014 ผลจากอัตราการเกิดในประเทศจีนเริ่มลดลงในปี 1991

อินเดียและจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกจนถึงปี ค.ศ. 1700 แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1820-2013 ประชากรของจีนมีขนาดเพิ่มขึ้นมากกว่าของอินเดียอย่างต่อเนื่อง

ในปี 1882 ประชากรของจีนคือ 381 ล้านคนอินเดียเป็น 209 ล้านคนและสหรัฐอเมริกาคือ 9.98 ล้านคน ขณะที่ในปี 2014 ประชากรของอินเดียแซงหน้าจีนอีกครั้งแล้ว

แม้ว่าอินเดียจะมีประชากรใกล้เคียงกับประเทศจีน หรือจะมากว่าในปี 2023 ที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางภูมิเศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์การเมืองครั้งประวัติศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง แต่กระนั้นขนาดเศรษฐกิจของอินเดียอาจจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่า 30 ปีถึงจะแซงหน้าจีนและสหรัฐอเมริกาได้

จากประมาณการของสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่า ประชากรโลกเติบโตในอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 โดยลดลงต่ำกว่า 1% ในปี 2020

ในปี 2021 ความสมบูรณ์ของภาวะเจริญพันธุ์เฉลี่ยของประชากรโลกอยู่ที่ 2.3 คน การให้กำเนิดบุตรต่อผู้หญิง 1 คนตลอดชีวิตลดลงจากการเกิดประมาณ 5 ครั้งในปี 1950 ภาวะเจริญพันธุ์ทั่วโลกคาดว่าจะลดลงอีกเป็น 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คนภายในปี 2050

ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกได้ประมาณการการเสียชีวิตจากโรคระบาดครั้งล่าสุด อยู่ที่ประมาณ 14.9 ล้านคน ระหว่างเดือนมกราคม 2020 ถึงธันวาคม 2021 รายงานของสหประชาชาติกล่าวว่าอายุขัยทั่วโลกเมื่อแรกเกิดลดลงเหลือ 71 ปีในปี 2021 จาก 72.8 ปีในปี 2019 ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุของระบาดใหญ่

องค์การสหประชาชาติกล่าวว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรที่เพิ่มขึ้นจากตอนนี้จนถึงปี 2050 จะกระจุกตัวอยู่ใน 8 ประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาต่ำ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อียิปต์ เอธิโอเปีย อินเดีย ไนจีเรีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และแทนซาเนีย

ซึ่งประเทศในภูมิภาคซาฮาราแอฟริกา คาดว่าจะมีส่วนอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ทำให้ประชากรโลกเพิ่ม ตรงกันข้ามกับประชากรของ 61 ประเทศที่คาดว่าจะลดลง 1% หรือมากกว่านั้นระหว่างปี 2022 - 2050 โดยได้แรงหนุนจากภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดลง

อินเดียคู่ค้า อันดับ 11 ของไทย

จำนวนประชากรมหาศาลของอินเดีย หมายถึงตลาดการค้าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงการนำเข้าพลังงานที่ต้องการนำเข้าอย่างมหาศาล

แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นของสังคมในประเทศ ระบบการศึกษา และสาธารณสุขยังคงล้าหลังอยู่มาก จะยิ่งส่งผลทำให้อินเดียเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมากขึ้นไปอีก หากระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่อาจรองรับการเติบโตของประชากรได้ทัน ซึ่งปัจจุบันประชากรราว 15% ยังมีรายได้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน

แม้อินเดียจะมีชื่อเสียงในด้านการผลิตบุคลากรที่มีความเก่งกาจทางด้านเทคโนโลยี แต่ก็ไม่สามารถที่จะดึงดูดหัวกะทิให้อยู่ในประเทศได้ ส่วนใหญ่จะออกไปทำงานยังต่างประเทศ หรือไปอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ของโลก ซึ่งจะเป็นได้ว่ามีผู้คนเชื้อสายอินเดียที่ทำงานทั้งในระดับปฏิบัติการ และระดับบริการในองค์กรระดับโลกจำนวนมาก

นั่นเท่ากับว่าอินเดียก็เผชิญกับสภาวะสมองไหล ไม่สามารถดึงดูดคนเก่งให้อยู่ในประเทศได้ ซึ่งชาวอินเดียส่วนใหญ่ที่ออกไปทำงานยังต่างประเทศ ส่วนมากก็ทำการย้ายสัญชาติไปด้วยเลย

อย่างไรก็ตามอิทธิพลของอินเดียต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนจะยังคงมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น ตามสัดส่วนของประชากรที่มีมากขึ้น ชนชั้นกลางเริ่มมีรายได้มากขึ้นตามลำดับ ทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนชาวต่างชาติที่จะเข้าไปลงทุน เนื่องจากกฎระเบียบการลงทุนในอินเดียนั้นค่อนข้างเอื้อประโยชน์

อีกทั้งการที่ประเทศแห่งนี้ใช้ภาษาอังกฤษความคู่กับภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ ทำให้การติดต่อสื่อสารง่ายกว่าหลายประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ

มูลค่าการค้าไทย-อินเดีย

ทั้งนี้ประเทศอินเดียนับว่าเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียใต้ และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 จากประเทศทั่วโลก โดยในปี พ.ศ. 2564 การค้าระหว่างไทยและอินเดียมีมูลค่า 14,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 474,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.52% จากปีก่อน  ดังนั้นการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดียยังคงมีศักยภาพ และโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

สำหรับมูลค่าการค้าไทย-อินเดียในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้พบว่า ขยายตัว 29% หรือมีมูลค่า 2,873 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกขยายตัว 26% หรือ 1,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ขยายตัว 31% หรือมูลค่า 1,324 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าการค้าไทยอินเดียทั้งปี 2565 จะเพิ่มขึ้น 4% จากปี 2564

และมีนักลงทุนทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเข้าไปลงทุนในอินเดียมากมายในเมืองใหญ่ในรัฐสำคัญ ทั้งอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ค้าปลีกค้าส่ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี ยานยนต์ อัญมนี เครื่องประดับ พลังงาน และอีกมากมาย ยกตัวอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป, ดัชมิลล์ และ เอสซีจี เทรดดิ้ง เป็นต้น

บริษัทอินเดียที่มาลงทุนในไทย ได้แก่ กลุ่ม Indo Rama, Aditya Birla, GP, Polyplex และ Tata

ที่มา : https://edition.cnn.com/2022/07/11/india/india-surpassing-china-population-2023-un-intl-hnk/index.html?fbclid=IwAR0PKzcDFHJklEWE_Nr8e1aWG8x5NhrIDGiOCaS2HEvSWtarCsmxDtSP4XQ&fs=e&s=cl#:~:text=New%20Delhi%20India%20is%20set,fertility%20would%20challenge%20economic%20growth
Reporter Journey, Wikipedia

ติดต่อโฆษณา!