“เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 4 เตรียมเปิดลงทะเบียน 27 มิ.ย. - เปิดจองโรงแรม 1 ก.ค. | ทันข่าว Today

“เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 4 เตรียมเปิดลงทะเบียน 27 มิ.ย. - เปิดจองโรงแรม 1 ก.ค.

“เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 4 เตรียมเปิดลงทะเบียน 27 มิ.ย. - เปิดจองโรงแรม 1 ก.ค.
Highlight

โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส4 ส่วนขยาย เพิ่มอีก 1.5 ล้านสิทธิ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนไป ผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยคาดว่าจะเปิดให้ใช้สิทธิจองโรงแรมได้ในวันที่ 1 กรกฎาคม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 มิถุนายนนี้ พร้อมกิจกรรมต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวทั่วไทย


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 ส่วนขยาย อีก 1.5 ล้านสิทธิ โดยคาดว่าจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. วันอังคารที่ 14 มิถุนายนนี้
 
สำหรับไทม์ไลน์ของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 ส่วนขยาย กำหนดไว้ดังนี้

  • 27 มิถุนายน 2565 เริ่มเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียน
  • 1 กรกฎาคม 2565 เปิดให้จองโรงแรม
  • 8 กรกฎาคม 2565 เริ่มเข้าพักและเปิดให้ลงทะเบียนค่าตั๋วเครื่องบิน โดยเป็นตั๋วที่จองและออก
  • เดินทางตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2565
  • 23 ตุลาคม 2565 เปิดจองโรงแรมวันสุดท้าย
  • 31 ตุลาคม 2565 วันสุดท้ายของการเดินทางและสิ้นสุดโครงการ
  • 5 พฤศจิกายน 2565 ลงทะเบียนค่าตั๋วเครื่องบินวันสุดท้าย

ส่วนรายละเอียดโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 รัฐบาลจะให้การสนับสนุนใน 3 ส่วน

1. ส่วนลดค่าโรงแรมที่พัก 40% ของราคาที่พักต่อห้องต่อคืน ทั้งนี้ ไม่เกิน 3,000 บาต่อห้องต่อคืน จำกัดสิทธิคนละไม่เกิน 10 ห้อง หรือ 10 คืน
 
2. ส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว 600 บาทต่อห้องต่อคืน โดยผู้ร่วมโครงการจะได้รับคูปองอาหาร / ท่องเที่ยว วันละ 1 ครั้ง หลังเวลา 17.00 น. ของวันเช็กอิน และคูปองจะหมดอายุเวลา 23.59 น. ของวันเช็กเอาต์ สำหรับวิธีการใช้คูปอง ประชาชนจะชำระ 60% และรัฐบาลสนับสนุนอีก 40% ผ่านการตัดเงินจากคูปอง
 
3. สนับสนุนค่าเดินทางโดยเครื่องบิน โดยรัฐคืนเงินค่าตั๋ว 40% แต่ไม่เกิน 3,000 บาท จำกัดห้องพักละ 2 ที่นั่ง ตามจำนวนห้องที่เข้าพักจริง แต่รวมไม่เกิน 20 ที่นั่ง 
 
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องของการท่องเที่ยวทั้งส่วนของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศและการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ 

โดยในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายกระทรวงการคลังให้พิจารณาจัดงบประมาณสนับสนุนตามความเหมาะสม จัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายงบประมาณกับการดูแลประชาชนในโครงการอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานเกี่ยวข้องมีกิจกรรมเพื่อสร้างความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้คนไทยเที่ยวในประเทศ ลดการออกไปเที่ยวต่างประเทศ ช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศและช่วยดูแลไม่ให้เงินไหลออกจากประเทศด้วย 

ล่าสุดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ในการจัดกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ตามแคมเปญ “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” มีกลยุทธ์แบบพุ่งเป้าสร้างความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์วันวานเมืองเหนือ, เทรนดี้ C2ภาคกลาง, สบ๊ายสบาย ภาคตะวันออก, หลงรักแผ่นดินอีสาน และ หรอยแรงแหล่งใต้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า จากที่ได้เล็งเห็นความสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้ต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2564 ได้อนุมัติหยุดราชการปี 2565 เพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ได้แก่วันศุกร์ที่ 15 ก.ค., วันศุกร์ที่ 29 ก.ค., วันศุกร์ที่ 14 ต.ค. และ วันศุกร์ที่ 30 ธ.ค. 2565 เพื่อให้มีวันหยุดยาวเชื่อมโยงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

“นายกรัฐมนตรีย้ำกับทุกหน่วยงานว่า การผลักดันฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวต้องให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้สู่เมืองรอง ผลักดันการท่องเที่ยวชุมชน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพื่อให้ความเข้มแข็งเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับฐานรากของเศรษฐกิจ”
น.ส.ไตรศุลี กล่าว

ทั้งนี้ ปี 2565 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้งเป้าส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวทั่วประเทศในปีนี้ 160 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 6.56 แสนล้านบาท โดยเป็นการเดินทางท่องเที่ยวและรายได้ที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 

ประกอบด้วย กรุงเทพฯ 26.69 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 2.03 แสนล้านบาท, ภาคกลาง 19.02 คน-ครั้ง รายได้ 2.98 หมื่นล้านบาท, ภาคตะวันตก 23.86 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 6.11 หมื่นล้านบาท, ภาคตะวันออก 17.99 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 8.74 หมื่นล้านบาท, ภาคใต้ 22.14 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 1.05 แสนล้านบาท, ภาคเหนือ 20.66 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 1.10 แสนล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 26.62 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 5.88 หมื่นล้านบาท

ติดต่อโฆษณา!